AcyMailing Module
|
|
|
|
อาหารเพื่อสุขภาพ ประโยชน์ของการกินตับ เรามากินตับกันเถอะ ตับนั้นมีประโยชน์มากมาย จัดได้ว่าเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชั้น ดีอย่างหนึ่งก็ว่าได้ จะเห็นได้ว่าพ่อแม่มักจะให้เด็กเล็กๆทานตับบดเป็นอาหาร อีกทั้งตับยังสามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ตับปิ้ง ตับหวาน ใส่ในผัดผักต่างๆไม่ว่าจะเป็นผัดขิงใส่ตับไก่ เป็นต้น นอกจากนี้ในสุกี้ Mk ยังมีตับขายเลย เอาตับสดมาลวกในหม้อสุกี้เดือดๆให้พอสะดุ้ง หวานอย่าบอกใครเชียว ส่วนประกอบส่วนใหญ่ของตับก็จะเป็นโปรตีน ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นอกจากนี้ตับยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินเอ ช่วยสร้างและบำรุงรักษาผิวหนังและผนังเยื่อจมูก ช่องในลำไส้ ทำให้เนื้อเยื่อในตาแข็งแรง วิตามิน บี 2 ทำให้ผิวมีสุขภาพดี สายตาดี มองเห็นได้ชัดในที่ที่มีแสงสว่างน้อย วิตามิน บี 3 ทำให้ผิวหนัง ประสาท และลำไส้มีสุขภาพดี ระบบย่อยเป็นปกติ ทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิตามิน บี 5 ทำให้ร่างกายนำคาร์โบไฮเดรตและโปรตีนมาใช้ประโยชน์ได้สูงสุด วิตามิน บี 6 สร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ๆ ให้กับร่างกาย วิตามิน บี 12 บำรุงประสาทให้แข็งแรง ทำให้สมองทำงานได้ดี ความจำดี และทำให้การสร้างเลือดเป็นปกติ ที่สำคัญ ตับจะอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบหมุนเวียนเลือด ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกบิน (Hemoglobin) ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดงที่ไว้ใช้จับกับออกซิเจนเพื่อให้ ออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ดังนั้นผู้ที่เสียเลือดมากเช่นผู้หญิงที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือน ก็ควรทานตับเพื่อช่วยเสริมสร้างการสร้างเม็ดเลือดที่เสียไป แต่ถึงแม้ตับจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากรับประทานมากไปก็ส่งผมเสียได้เช่นกัน อะไรที่มันเกินไปมักจะไม่ดีเสมอเนื่องจากตับเป็นส่วนที่กำจัดสารพิษ ซึ่งอาจจะมีสารพิษตกค้างได้บ้าง นอกจากนี้ ตับไก่ มีสารที่เรียกว่า อะมิโน-พาราเอ็ธฟีนอล (Amino-paraethenol) สารชนิดนี้มีฤทธิ์ต่อ หลอดเลือดแดงในสมองทำให้แข็งตัว ถ้ากินตับไก่มากเกินไป ก็อาจจะทำให้มีอาการของ โรคไมเกรน มีอาการปวดหัวข้างเดียวเป็นเวลานาน จนกระทั่งอาจเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือตาบอดข้างเดียวตามมาได้ รู้อย่างนี้แล้ว ใครที่ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดในสมองโรคความดันโลหิตสูง และผู้ที่มีอาการปวดหัวข้างเดียวบ่อย ๆ ควรหลีกเลี่ยงการกินตับไก่ และผู้ป่วยที่เป็น thalassemia ที่ได้รับเลือดเป็นประจำไม่ควรกินตับเพราะทำให้เหล็กเกิน ไปสะสมในอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ อาจทำให้หัวใจล้มเหลวได้ ตับเป็นอาหารเพื่อสุขภาพมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ควรปรุงให้สุกก่อนนะคะ
สุขภาพดี...ต้องหาวิธีลดคอเรสเตอรอล ทุกคนที่มีอายุเกินกว่า 20 ควรมีการตรวจคอเลสเตอรอลของพวกเขาทุกห้าปี ... แต่ถ้าคอเลสเตอรอลของคุณสูงเกินไป มันอาจทำให้สุขภาพของคุณแย่ แต่เรามี 7 วิธีที่ง่ายๆ ลดคอเลสเตอรอลของคุณ เพื่อปกป้องหัวใจของคุณและจะให้คุณมีสุขภาพที่ดี 1.มีเป้าหมายในใจ เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายการลดคอเลสเตอรอล สิ่งแรกที่คุณจะต้องทำ คือ พูดคุยกับแพทย์ของคุณเกี่ยวกับเป้าหมายที่เหมาะสม โดยหาจำนวนที่แน่นอนว่า คุณควรจะลดปริมาณอาหารเท่าใด หรือใช้เวลานานเท่าไหร่ กว่าที่ปริมาณคอเลสเตอรอลจะลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม เมื่อคุณมีเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงในใจแล้วก็ถึงเวลาที่จะได้รับความสำเร็จที่เกิดขึ้นมัน 2.ออกกำลังกาย การออกกำลังเป็นการทำให้สุขภาพดี ไม่เพียงแต่จ่ช่วนทำให้คอเลสตอรอลของ คุณลดลง แต่ยังช่วยบริหารส่วนอื่นๆของคุณได้อีกด้วย การออกกำลังกายทำได้หลายวิธี แม้แต่เดินเท้าเร็ว ๆ ... นับเป็นการออกกำลังกายไม่หักโหม ดังนั้น การออกกำลังกายเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของแผน 3.หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว ไขมันอิ่มตัวจะเต็มไปด้วยคอเลสเตอรอล จึงควรหลีกเลี่ยงหันมากินอาหารธัญพืช หรืออาหารจำที่ไฟเบอร์แทน 4.ธัญพืชหรือไฟเบอร์ จำนาทีที่แล้วเราพูดถึงขนมปังธัญพืช? นอกจากธัญพืชแล้ว เรายังอควรบริโภคอาหารชนิดอื่น เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบ จำพวก ผลไม้และผัก ที่ยังสามารถช่วยลดคอเลสเตอรอลของคุณ นั่นเอง! 5.ชาเขียว การศึกษาพบว่าการดื่มชาเขียวที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดคอเลสเตอรอลแต่ควรระวัง ให้แน่ใจว่าคุณไม่เลือกใช้สำหรับชาผสมน้ำผลไม้สีเขียวซึ่งเต็มไปด้วยน้ำตาล 6.เลิกสูบบุหรี่ เลิกบุหรี่ให้ได้ นอกจากจะช่วยลดคอเลสตอรอลแล้ว ยังช่วยทำให้สุขภาพด้านอื่นๆของคุณและคนรอบข้างดีอีกด้วย 7.การรักษาด้วยยา นอกจากสิ่งเหล่านี้การเปลี่ยนแปลงวิถีการดำเนินชีวิตของคุณเพื่อลดคอเลสตอรอลนั้น หมออาจแนะนำให้รับประทานยาตามใบสั่งแพทย์เช่นยา CRESTOR หรือ Lipitor, เพื่อช่วยลดคอเลสเตอรอลของคุณแต่อย่าลืมว่าการพึ่งพายาอย่างเดียวนั้นไม่อาจช่วยได้ผลนัก ต้องร่วมมือกับคุณในการปฏิบัติตามแผนด้วย ที่มา : allwomen talk
4 อาหารเลวที่ดีต่อร่างกายของคุณ ถ้าคุณได้ชื่อว่าเป็นพวกที่ทานอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ละก็ เชื่อว่าคุณคงกำลังหลีก เลี่ยงอาหารจำพวกเนย นม และชีสอยู่แน่ แต่รู้ไหมว่าอาหารที่ได้ชื่อว่าเลวร้าย นั้น อันที่จริงมันก็มีสารอาหารบางอย่างที่สำคัญอยู่ และคุณจะได้คุณจากมัน มากกว่าโทษ หากรู้จักกินแบบ "มีลิมิต" นั่นคือ ชีส แน่นอน ชีสอุดมด้วยไขมันและแคลอรี แต่ในขณะเดียวกันมันยังเป็นแหล่งสำคัญของ แคลเซียม รวมทั้งกรดไลโนเลอิกโมเลกุลคู่ ซึ่งเป็นไขมันประเภทดี ทำให้คุณลดความ เสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน กรดชนิดนี้ยังช่วยในการลดน้ำหนัก ด้วยการไปสกัดกั้นการกักเก็บไขมันในร่างกาย เลือกชีสชนิด Strong-flavored เช่น เฟต้าชีส บลูชีส และชีสพาร์เมซานสด (ไม่ขูด) ซึ่งคุณจะใช้ในปริมาณน้อยหากนำไปปรุงอาหาร เลี่ยง ชีสประเภทไขมันต่ำ เพราะชีสพวกนี้มีไขมันเพียง 6 กรัมต่อออนซ์ เมื่อนำไป ปรุงอาหาร แล้วจะไม่ได้รสชาติ เราจึงโน้มเอียงที่จะอนุญาตให้ตัวเองกินมันมากขึ้น เช่น เดียวกับชีสไม่มีไขมัน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่มีรส ช็อกโกแลต ลืมไปเลย ที่ว่าช็อกโกแลตเป็นสาเหตุของสิว และไมเกรน ที่จริงมันมีส่วนผสม บางอย่างที่ต่อต้านการเกิดมะเร็ง และโรคหัวใจเช่นเดียวกับในผักและผลไม้ เว้นแต่ ว่ามีไขมันสูงกว่าเท่านั้น แต่ถ้าหากคุณมองหาช็อกโกแลตในตอนที่หดหู่นั่นก็ถูก ต้อง เพราะมันจะเพิ่มสารชีโรโตนินในสมอง ทำให้อารมณ์ดีขึ้น เลือกดาร์กช็อกโกแลต ช็อกโกแลตยิ่งเยอะก็หมายความว่าใส่โกโก้บัตเตอร์ซึ่งอุดม ด้วยไขมันน้อยลง เลี่ยงช็อกโกแลตที่ผสมคาราเมล มาร์ชแมลโลว และไขมันที่ทำให้อ้วนอื่น ๆ เนื้อวัว พักการทานไก่ย่างชั่วคราวแล้วหันมากินสเต็กสักชิ้นเนื้อวัวเป็นแหล่งดีเลิศของ โปรตีน และสารอาหารที่ผู้หญิงมักได้รับจากอย่างอื่นไม่เพียงพอ เช่น เหล็ก สังกะสี และวิตามินบี 12 เลือกเนื้อท่อนโคนขา หรือเนื้อสะโพก ซึ่งเป็นส่วนของเนื้อที่มีเนื้อมากกว่ามัน เพราะจะมีไขมันอิ่มตัวเพียง 4.5 กรัมหรือน้อยกว่า ต่อเนื้อน้ำหนัก 3 ออนซ์ ปรุง แบบหมุนย่าง ซึ่งจะทำให้เราเหลือเนื้อที่ในจานสำหรับใส่ผักได้มากขึ้น เลี่ยงเนื้อซี่โครงและทีโบนชั้นเลิศ เพราะมีไขมันและแคลอรีมากเป็นเท่าตัวของ ส่วนอื่น ๆ กาแฟ ไม่จำเป็นต้องงดดื่มกาแฟ การวิจัยเร็ว ๆ นี้ปฏิเสธว่า กาแฟไม่เกี่ยวข้องกับการ เกิดโรคหัวใจ เนื้อเยื่อในหน้าอกผิดปกติ หรือความดันโลหิตสูง หากแต่คาเฟอีนช่วย บรรเทาอาการแพ้ ทำให้คุณกระฉับกระเฉงและสมาธิดีขึ้น เลือกกำหนดตัวเองให้ดื่มกาแฟไม่เกิน 2 - 3 แก้วต่อวัน และอย่าใส่ครีมกับน้ำตาล ให้มากนัก เลี่ยงกาแฟแก้วใหญ่พิเศษ ที่อุดมไปด้วยครีม น้ำตาล น้ำแร่ และวิปครีม ซึ่งให้ แคลอรีมากถึง 300 แคลอรี ถ้าทำได้ตามนี้ ก็รับประกันว่าจะได้ความอร่อยที่ไม่เป็นโทษแน่ ๆ
14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพที่ดี ไม่น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติวันนี้จะขอ เสนอ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ 1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ 2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้ 3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา 4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง 5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้ 6. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง 7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้ 8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด 9. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ 10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์ 12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน 13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน 14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง
เมนูหลับสบาย คลายเครียด เฮลธ์คลับ ช็อกโกแลต -กล้วยเชื่อม เมนูหลับสบาย คลายเครียด "ภาวะเครียด" เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของการฆ่าตัวตายในสังคมปัจจุบัน โดยกรม สุขภาพจิตชี้ว่า ในรอบ 40 ปีที่ผ่านมา จำนวนคนฆ่าตัวตายมีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 60% ซึ่งเป็นการสวนทางกันอย่างสุดขั้วระหว่างความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและ ความตกต่ำของภาวะจิตใจ อย่างไรก็ดี ภาวะความเครียด ยังถือเป็นปัญหาของคนเมืองที่มีอัตราเพิ่มสูงขึ้นทุกปี เช่น ภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล ภาวการณ์ปรับตัวที่ผิดปกติ โดยตั้งแต่ช่วงหลังภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่แตก มีผู้โทรมาขอคำปรึกษาแนะนำทางโทรศัพท์จากหน่วยงานให้บริการคำปรึกษาแนะนำทาง โทรศัพท์เป็นจำนวนมาก โดยประเด็นที่ทำให้โทรมามากที่สุดคือ "รู้สึกเครียด" และปัจจุบัน โรคเครียดได้กลายเป็นปัญหาสาธารณสุขที่ร้ายแรงที่สุดในขณะนี้ "ภาวะเครียด" ส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างกาย จาก งานสัมมนาพิเศษ "สายสุขภาพไฟเซอร์กับเคล็ดลับฝ่าวิกฤติโรคเครียด" จัดโดย "ไฟเซอร์" ผู้เชี่ยวชาญด้านการค้นคว้าวิจัยเวชภัณฑ์ระดับโลกร่วมกับ "สายสุขภาพไฟเซอร์ 0-2664-5888" ซึ่งเป็นบริการรับปรึกษาปัญหาสุขภาพทางโทรศัพท์ โดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน มีข้อมูลเกี่ยวกับภาวะเครียดที่น่าสนใจจาก น.พ.พนมทวน ชูแสงทอง จิตแพทย์ และอาจารย์แพทย์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์กรุงเทพมหานคร และวชิรพยาบาลว่า "ภาวะเครียด" เป็นเรื่องของจิตใจที่เกิดจากความตื่นตัว เตรียมเผชิญกับเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งไม่น่าพึงพอใจ หรือคาดไม่ถึง เป็นเรื่องที่เราเองคิดว่าหนักหนาสาหัสเกินกำลังความสามารถที่จะแก้ไขได้ ทำให้เกิดความรู้สึกหนักใจ กังวล ไม่สบายใจ หรือแม้แต่คับข้องใจ และส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติทางร่างกายเกิดขึ้น หากว่าความเครียดนั้นมีมากและคงอยู่เป็นระยะเวลานาน แต่ทว่าความเครียดที่ไม่มากนัก จะเป็นแรงกระตุ้นที่ดี ช่วยให้คนเราเกิดแรงฮึดมุมานะที่จะเอาชนะปัญหาและอุปสรรคต่างๆ หากแต่เรามีความเครียดมากมาย และไม่รู้จักผ่อนคลาย และหากปล่อยไว้นานเข้า อาจมีปัญหาความผิดปกติทางร่างกายและจิตใจได้ในที่สุด สาเหตุของความเครียดมีสาเหตุ 3 ด้าน สำหรับ สาเหตุของความเครียดมีสาเหตุ 3 ด้าน ได้แก่ สาเหตุทางด้านจิตใจ เช่น ความกลัวว่าจะไม่ได้ดังหวัง กลัวจะไม่ประสบความสำเร็จ หนักใจกังวลใจในงานที่ได้รับมอบหมาย หรือแม้แต่กลัวกังวลสิ่งที่ยังมาไม่ถึง สาเหตุที่จากเกิดการเปลี่ยนแปลงในชีวิต เช่น การเปลี่ยนช่วงวัย แต่งงาน การตั้งครรภ์ การเริ่มเข้าทำงานหรือการเปลี่ยนงาน เปลี่ยนที่เรียน สุดท้ายคือสาเหตุจากการเจ็บป่วยทางร่างกาย เช่น การเจ็บไข่ต่างๆ โรคที่รุนแรง และเรื้อรัง หรือโรคที่คาดว่าถึงแก่ชีวิตในที่สุด อาการ เครียดสามารถสังเกตได้ดังนี้ วิตกกังวล หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ควบคุมอารมณ์ตนเองยากขึ้น ปวดศีรษะ มึนงง ตื่นเต้น ตกใจง่าย หลับไม่สนิท เบื่ออาหาร ไม่อยากรับประทานอะไร แต่บางคนอาจรับประทานมากขึ้น ใจสั่นถอนหายใจบ่อยๆ ท้องผูก หรือท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดต้นคอหรือไหล่ ปวดเมื่อยตามตัว เหนื่อยง่าย รู้สึกอ่อนเพลียบ่อย ไม่มีสมาธิ ทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพเหมือนเดิม ประจำเดือนไม่ปกติ สมรรถภาพทางเพศลดลง และความเครียดอาจก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ตามได้ เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง หอบหืดและภูมิแพ้ ปวดหลัง เบาหวาน ข้ออักเสบ รวมทั้งภาวะติดสารเสพติดต่างๆ " อาหารคลายเครียด (Food Therapy)" คือหนึ่งในวิถีแห่งการผ่อนคลายความเครียด โดยสารอาหารที่ช่วยลดระดับความเครียด คือ ทริปโตฟาน (1-2 กรัม ก่อนนอน) พบได้ใน ไข่ ถั่วเหลือง นมวัว เนื้อสัตว์ วิตามินบี 6 (40 มิลลิกรัมต่อวัน) พบในธัญพืชต่างๆ ยีสต์ รำข้าว เครื่องใน เนื้อ ถั่ว ผัก วิตามินบี 3 (1,000 มิลลิกรัมต่อวัน) พบในตับเครื่องใน เนื้อ เป็ด ไก่ ปลา ถั่ว ยีสต์ สารอาหารอื่นๆ เช่น แคลเซียม กระเทียมและดอกไม้จีน เป็นต้น สำหรับเมนูอาหารคลายเครียดยอดฮิตคือ ช็อคโกแลตกับน้ำมะตูมจะช่วยลดอาการกระวนกระวายและอาการตึงเครียดได้ ส่วนกล้วยเชื่อมกับนมสด หากดื่มก่อนนอนเป็นประจำทุกวันจะช่วยลดอาการตึงเครียดและทำให้นอนหลับสบาย (แต่หากเกรงว่ากล้วยเชื่อมจะทำให้อ้วน สามารถทานกล้วยสดแทนก็ได้เช่นกัน) นอกจากอาหารคลายเครียดแล้ว การฝึกฝนให้รู้เท่าทันอารมณ์ของตนเอง และการรู้จักปล่อยวาง เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้คุณมองทะลุ เข้าใจถึงเหตุและผลของการเกิดอารมณ์ได้เป็นอย่างดี และช่วยให้สามารถควบคุมความเครียดที่กำลังเกิด ณ ขณะนั้น อันจะส่งผลให้คุณไม่ต้องทุกข์ทรมานกับ "โรคเครียด" อีกต่อไป 10 เรื่องจริงของความงาม ที่คุณต้องรู้ 1. สุดยอดแห่งความงามนั้นอยู่ที่จิตใจ เมื่อคุณรู้สึกดี คุณก็จะดูดีไปเองโดย ปริยาย 2. ความเครียดคือศัตรูตัวฉกาจ! อ้างอิงโดย ดร.ชอน ทาลบอทท์ ผู้อำนวยการฝ่าย วิทยาศาสตร์แห่งฟาร์มาเน็กซ์ กล่าว่าคอร์ติซอล (Cortisol) คือฮอร์โมนความเครียด ตัวสำคัญซึ่งเป็นกุญแจหลักในการต่อสู้กับปัญหาสุขภาพต่าง ๆ รวมถึงปัญหาความอ้วน คอร์ติซอลเป็นสารเคมีตามธรรมชาติเช่นเดียวกับอะดรีนาลีน ซึ่งร่างกายจะผลิตเมื่อ เกิดความเครียด ขณะวิตกกังวลหรือเมื่ออยู่ในอันตราย หากการผลิตสารเคมีเกิดขึ้น ในปริมาณมาก (ระหว่างเกิดอาการเครียด) สามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่สำคัญได้ คือ เกิดอาการอ่อนเพลียในระยะยาว ซึ่งการแก้ปัญหานั้นสามารถทำได้โดยการควบคุมสมดุล ของคอร์ติซอลนั่นเอง 3. สิวคือสาเหตุแห่งความเครียด และในทางกลับกัน ความเครียดก่อให้เกิดสิว โดย อ้างอิงจาก ดร. อเล็กซา คิมบอล นักวิจัยนูสกิน ซึ่งระบุว่าช็อกโกแลต อาหารไม่ เป็นประโยชน์ ตลอดจนการไม่ชำระล้างใบหน้านั้นไม่ก่อให้เกิดสิว! ระดับฮอร์โมนและ แบคทีเรียที่ถูกสร้างขึ้นต่างหากคือสาเหตุสำคัญ ดังนั้น การควบคุมปัญหาการเกิด สิวจึงควรเริ่มต้นที่การดูแล ซึ่งมันก็ไม่ใช่เพียงการแต้มยารักษาบนสิวเท่านั้น 4. จากผลสำรวจและศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวที่ขัดแย้งกัน ของผู้หญิงสิงคโปร์ที่มีต่อสุขภาพและความงาม โดย 78% เห็นตรงกันว่าสุขภาพเป็น เรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดสืบเนื่องจากอายุซึ่งมากขึ้น เช่นกันกับ 87% กล่าว ว่าพวกเธอไม่ชอบหน้าตาที่เป็นอยู่ และ 75% รับไม่ได้กับริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกิด ขึ้น 5. "โรคติดเชื้อทางผิวหนังอย่างโรคแผลเปื่อย (เรื้อนกวาง) เกิดขึ้นอย่างกว้าง ขวางในประเทศพัฒนาแล้ว" ฌอง ฟรังซัว ชาเรส ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์แห่งอี วอคซ์ (Evaux) กล่าว และจากการค้นคว้าล่าสุดโดยนักวิจัยชาวบอสตันจาก เลธ อิสราเอล ดีโคเนส เมดิคอล เซ็นเตอร์ (Beth Israel Deaconess Medical Center) ยังได้ยืนยันทางเอกสารว่ามีความเกี่ยวพันกันระหว่างความเซนซิทีฟของผิวหนัง ใน ขั้นรุนแรง (79%) กับผู้ป่วยไมเกรน 6. จอยส์ ลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังกล่าวว่า "การรับประทานอาหารเสริมและ การทาครีมประเภทคอลลาเจนนั้นไม่ได้ผล" การกระตุ้นคอลลาเจนจากภายในสำคัญที่สุด 7. คุณมีตัวเลขสุขภาพไหม การรู้ตัวว่าคุณอยู่ห่างจากอนุมูลอิสระเป็นกุญแจดอก สำคัญในการต่อสู้การถูกโจมตีในแต่ละวัน และอีกครั้งที่เทคโนโลยีได้กลายเป็น ยุทธวิธีป้องกันแบบใหม่ ฟาร์มาเน็ก ซ์ ไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ (Pharmanex BioPhotonic Scanner) คือการวัด ปริมาณแอนติออกซิแดนท์ของแคโรทีนนอยด์ โดยจะทำการบอกตัวเลขของจำนวนกิจกรรมเพื่อ ยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นที่ต้องการ ซึ่งถือเป็นวิธีแรกของโลกที่นับว่าไม่ รุนแรง ถึงแม้ว่าขณะนี้วิธีดังกล่าวจะมีเฉพาะฟาร์มาเน็กซ์เท่านั้น ก็ได้มีการ พิสูจน์แล้วว่าเพื่ออนาคตของสุขภาพที่สมบูรณ์กว่า ตัวเลขของคุณอาจอยู่ถัดไปจาก นี้ก็ได้ 8. ระดับน้ำในผิวหนังของเรา เอสที ไมโครอีเล็คโทรนิค และลอรีอัล กำลังใช้ชิปผิว สัมผัสโดยเอสที ซึ่งเทคโนโลยีซิลิคอนอิมเมจ เซ็นเซอร์ในโปรเจ็กต์การวิจัยค้น คว้าเพื่อพัฒนาแบบแผนการวิเคราะห์รายละเอียดของระดับน้ำในผิวหนังมนุษย์ให้ ได้ ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น (แหล่ง Beauty-uk.co.uk) 9. เราลดน้ำหนักไม่ลงสักที เพราะเรากินมากกว่าที่เรารับประทานมากกว่ามื้อปกติ ขณะดูทีวี ทำงาน และอ่านหนังสือ แถมยังปลดปล่อยตัวเองจากความเครียด หรือกดดัน โดยการกินอีกด้วย ลองลงบันทึกว่าคุณรับประทานอะไรบ้างในแต่ละวัน จานใบเล็ก ช่วย ให้กินได้น้อยลง นี่ไม่ได้พูดให้ทำตามนะ แต่มันได้ผลจริง ๆ 10. ได้ค้นพบว่า ด้วยปริมาณโพลีฟีนอลที่มีมากกว่าถึงสามเท่า ทำให้ชาขาวมี อานุภาพและประสิทธิภาพมากกว่าชาเขียว ชาขาวยังช่วยปกป้องโปรตีนในผิวหนัง ป้องกันผิวหน้าแตกแห้ง หลุดลอก จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเคส เวสเทิร์น รัฐ ไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าชาขาวยังช่วยป้องกันเซลล์ซึ่งดูแลส่วนสำคัญ ของร่างกายที่ทำหน้าที่รักษาระบบภูมิคุ้มกันผิวหนัง อีกทั้งช่วยบรรเทาอาการของ ผิวหนังที่ถูกแสงแดดแผดเผาระยะยาว อันเป็นสาเหตุของปัญหาแก่ก่อนวัย
บำบัดอาการปวดหัวด้วยตัวคุณ ในปัจจุบันอาการปวดหัวมีแนวโน้มเกิดขึ้นกับเด็กวัยรุ่นไปจนถึงคนวัยทองมากขึ้น ซึ่งนอกจากสาเหตุเกี่ยวกับความเครียดการทำงาน อาการปวดหัวยัง มีสาเหตุจากสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ อากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือแม้กระทั่งการเสพข่าวสารเช่น เรื่องการเมือง อาชญากรรม ก็อาจทำให้คุณรู้สึกปวดหัวได้ และอาการปวดหัวเป็นภาวะที่กล้ามเนื้อตึงและเกร็งบ่อยๆโดยขาดการผ่อนคลายเป็นเวลานานๆ ยาและลักษณะนิสัยการดำเนินชีวิตสามารถหลีกเลี่ยงอาการปวดหัวได้ เคที่ว่าเรามาดูกันว่าเมื่อคุณต้องเจอกับอาการปวดหัวนั้นควรทำอย่างไร กำจัดความเครียด แนวทางในการกำจัดหรือหลีกเลี่ยงอาการปวดหัวที่อาจกลายเป็นอาการปวดหัวเรื้อรังออกไปจากชีวิตคุณได้ระยะยาว เมื่อต้องเผชิญกับอาการปวดหัวก็ ให้หยุดพักผ่อนจากกิจกรรมนั้นๆชั่วคราว และอาจจะเริ่มการผ่อนคลายที่จุดสำคัญอย่างคอและไหล่ เนื่องจากการนั่งทำงานหรือทำกิจกรรมใดๆเป็นเวลานานๆส่งผลต่อการไหลเวียนและ สูบฉีดของโลหิตไปเลี้ยงศีรษะ กล้ามเนื้อเกร็งในท่าเดิมเป็นเวลานาน ทำให้คุณรู้สึกตึงเครียดจนปวดหัว ลองเดินไปไหนมาไหนบ้าง บิดตัว เปลี่ยนท่าบ่อยขึ้น หาเรื่องไปห้องน้ำ ไปข้างนอก หรือเดินไปคุยเล่นกับเพื่อนซักห้านาทีถ้าเจ้านายของคุณใจดี แต่ถ้าเจ้านายคุณโหดเอาโล่ อาจจะเนียนทำเป็นเดินไปปรึกษาหารือเรื่องงาน ความคิดสร้างสรรค์ใหม่หรือหาวิธีทำกำไรให้บริษัทก็ได้ แต่ถ้าหากว่าอาการปวดหัวไม่ ได้เกิดจากงาน เช่น เกิดจากการรับข่าวสาร การดูโทรทัศน์ มากเกินไป แนะนำให้ฟังเพลง ออกไปเดินเล่นข้างนอก หรือทำอาหาร ทำความสะอาดบ้าน ก็จะทำให้คุณผ่อนคลายได้เช่นกันค่ะ การรับประทานยา ยาแก้ปวดหัวเช่น ibuprofen ซึ่งเป็นยาแก้ปวดหัวที่ใช้กับผู้ที่มีอาการเครียดและมีประสิทธิภาพเหนือกว่าพาราเซตามอล มีผลระงับอาการปวดหัวได้เป็นอย่างดี แต่อย่าลืมตระหนักถึงผลข้างเคียงเช่น การติดยา การดื้อยา และผลต่ออวัยวะส่วนอื่นๆเมื่อใช้เป็นเวลานานๆด้วย ฉะนั้นหากปวดหัวเป็นเวลานานๆควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรับประทานจะดีที่สุดค่ะ การนวดบำบัด การนวดเพื่อบำบัดอาการปวดหัวไม่ว่าจะแผนไทยหรือนวดสปาช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อทำให้อาการปวดหัวบรรเทา ลงได้ วิธีง่ายๆอีกอย่างก็คือ การนำน้ำแข็งหรือน้ำอุ่นมาประคบบริเวณคอและไหล่ประมาณ 20 นาที เพื่อให้กล้ามเนื้อหดตัวและเพิ่มการสูบฉีดไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้น ทำทุกวันก่อนนอนคุณก็จะลดอาการปวดหัวไปได้แน่ๆค่ะ การรับประทานอาหาร หากคุณรู้สึกปวดหัวแต่ไม่อยากทานยา เรามีการบำบัดอาการปวดหัวแบบ ง่ายๆโดยอาศัยอาหารที่หาได้ทั่วไป เช่น ในสภาพอากาศร้อนแนะนำให้รับประทานผลไม้แช่เย็น เช่น แอปเปิ้ล สัปปะรด แตงโม น้ำผลไม้ปั่น น้ำอัดลมหวานซ่า น้ำมะพร้าวหอมเย็นฉ่ำ สมูทตี้ ไอศครีม หรือขนมหวาน ในสภาพอากาศเย็นแนะนำให้ ทานช็อกโกแลตอุ่นๆ น้ำขิง หรือซุปสักถ้วย เท่านี้อาการปวดหัวก็จะบรรเทาลงได้ค่ะ
ล้างพิษหรือ( Detox )ใน 1 วัน ที่คุณทำเองได้ สาวสาวหลายคนคงจะรู้กันมาบ้างแล้วว่าการที่เราล้างสารพิษหรือทำการDETOXที่หมักหมมในร่างกายออกไป จะส่งผลให้ร่างกายแข็งแรงเลือดลมเดินสะดวก แล้วถ้าสาวสาวทำการล้างพิษหรือทำการDETOX เป็นประจำก็จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพและสามารถบรรเทาโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หอบหืด เบาหวาน รวมทั้งลดความอ้วนได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีส่วนต่อการช่วยเรื่องของผิวพรรณทำให้เราสวยจากภายในได้อย่าง งายดาย หัวใจสำคัญในการล้างพิษหรือDETOX ใน 1 วัน ก็คือ เราจะต้องกินให้ได้แคลอรี่น้อยกว่า 800 แคลอรี่ เพื่อให้ระบบย่อยอาหารและตับได้พัก ต่อจากนั้นตับจะขับสารพิษออกมาได้และอาหารที่สาวสาวควรจะทานในวันนั้นจะต้องไม่มี เนื้อสัตว์เข้ามาโดยเด็ดขาด เมื่อเข้าใจแล้วเรามาเข้าสู่กระบวนการล้างสารพิษหรือการDETOXกันเลยดีกว่า 1. เลือกผลไม้ที่สาวสาวชอบมา 1 อย่าง เช่น มะละกอ ฝรั่ง แคนตาลูป แอปเปิ้ล ส้มโอ ชมพู่ มะม่วง ฯลฯ ยกเว้นอยู่ 2 อย่าง คือ ทุเรียนและสับปะรด เพราะทุเรียนมีแคลอรีสูงเกินไปและย่อยยากทานแล้วจะเป็นภาระกับระบบย่อย ส่วน สับปะรดนั้นมีกรดสูงมาก ถ้ากินทั้งวันท้องก็จะอืดได้ ดังนั้น ผลไม้ที่ควรจะใช้ในการทานในการล้างพิษหรือDETOXนั้น จะต้องเป็น ผลไม้ที่แคลอรี่ต่ำ และไม่มีความเป็นกรดได้ยิ่งดี 2.ทานแต่ผลไม้ชนิดเดียวที่เราเลือกนั้นตลอดทั้งวัน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนรูปแบบได้ เช่น ถ้าเลือกมะละกอก็อาจจะทานเป็นเนื้อมะละสุก หรือส้มตำ (มะละกอดิบ) ที่ใส่แต่มะละกอกับน้ำปลามะนาวเท่านั้น ไม่ใส่เครื่องประกอบหรือเครื่องปรุงรสอย่างอื่นโดยเด็ดขาด 3.พอมาถึงมื้อกลางวันก็ทานมะละกออีก แต่อาจจะเป็นน้ำมะละกอปั่นใส่น้ำตาลน้อยที่สุด หรือน้ำมะละกอคั้นสดก็ได้ 4.มื้อเย็นก็ยังต้องทานมะละกออีกครั้งเป็นมื้อสุดท้ายของวัน โดยอาจจะบีบมะนาวลงไปด้วยนิดหน่อยเพื่อเพิ่มรสชาติให้ไม่เลี่ยนเกินไป 5.วันรุ่งขึ้นก่อนที่จะเริ่มมื้อเช้า สาวสาวจะต้องดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นประมาณ 2ขวดก่อน เพราะเมื่อเราล้างสารพิษหรือ DETOX นั้นตับจะขับสารพิษให้มารวมกันอยู่ที่ลำไส้เล็กส่วนต้น เราจึงต้องดื่มน้ำอุ่นผสมมะนาวเข้าไปกระตุ้นให้ลำไส้บีบตัว เพื่อให้สารพิษถูก ดันออกมากับอุจจาระ หลังจากที่ดื่มน้ำอุ่นแล้วสาวสาวจะรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำทันที แต่ถ้าไม่มีการดื่มน้ำกระตุ้นและไปทานอาหารเช้า สารพิษก็จะถูกดูดกลับเข้าไปในกระแสเลือดเหมือนเดิม ทำให้การอดอาหารล้างพิษหรือการ DETOX ของเราต้องเสียเปล่าไป ดังนั้นเราก็มาดูวิธีการเตรียมน้ำอุ่นผสมมะนาวเพื่อใช้ในการล้างพิษหรือ DETOX เพื่อขับสารพิษออกจากร่างกายของเรากันดีกว่า อุปกรณ์ที่ใช้ก็ต้องมี 1. ขวดน้ำขนาด 1 ลิตร 2 ขวด 2. มะนาว 4 ลูก 3. เกลือป่น 2 ช้อนชา แต่ห้ามใช้เกลือไอโอดีน วิธีทำน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวในการล้างสารพิษหรือDETOX ใส่น้ำดื่มให้เต็มขวดจากนั้นบีบมะนาวใส่ลงไปขวดละ 2 ลูก และเกลือ 1 ช้อนชา เขย่าหรือคนให้เข้ากัน ด้วยสรรพคุณจากมะนาวจะไปกระตุ้นให้ลำไส้ให้ทำงาน ส่วนเกลือก็จะช่วยอุ้มน้ำไว้ไม่ให้ถูกร่างกายดูดซึมไปหมด น้ำจะได้เหลือไปจนถึงทวารหนักเพื่อขับอุจจาระและเมื่อหลังจากดื่มน้ำมะนาวประมาณ 10-20 นาที สาวสาวจะรู้สึกปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำอย่าตกใจ นั่นคืออาการปกติแสดงว่าการล้างพิษหรือ DETOX นั้นได้ผล หลังจากถ่ายท้องเรียบร้อยแล้วเราก็เริ่มทานอาหารได้ตามปกติ กระบวนการล้างพิษหรือ DETOX นี้จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นถ้าหากทำเป็นประจำสัก 2 อาทิตย์ ต่อหนึ่งครั้ง เพื่อสุขภาพและความงามที่ดีต่อตัวเราเองด้วย
อยากมีบั้นท้ายสวย บริหารแค่ไม่กี่นาที ผู้หญิงธรรมดาอย่างเราก็มีสะโพกกลมกลึงเหมือนนางแบบได้ แค่บริหารวันละไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง 1. ยืนตัวตรงหันหน้ากำแพง 2. ใช้ มือดันกำแพงไว้เพื่อทรงตัว แล้วยกข้อเท้าขวาวางไว้เหนือหัวเข่าซ้าย ค่อยๆ ย่อตัวลงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่าลืมยืดหลังตรงเสมอ ค้างไว้ 10 วินาที 3. ทำติดต่อกัน 15 ครั้ง ทุกครั้งที่ย่อตัวต้องเกร็งหน้าท้องเพื่อเก็บสะโพก 4. เปลี่ยนข้าง เอาข้อเท้าซ้ายวางเหนือเข่าขวาแล้วทำเหมือนเดิม ที่มา : ไทยซ่าดอทคอม
ใช้กันแดดให้คุ้มไม่ทำร้ายผิว
ใคร ๆ ก็ไม่อยากให้ผิวดำคล้ำ มีริ้วรอยเพราะแสงแดด ดังนั้น 'ครีมกันแดด' จึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปกป้องผิวจากรังสียูวีเอและบี ครีมกันแดดที่ดีควรป้องกันได้ทั้งรังสียูวีเอและบี สังเกตได้จากค่า PA (Protection of UV-A) มาพร้อมกับเครื่องหมาย + ช่วยป้องกันรังสียูวีเอ เช่น PA+++ ซึ่งเหมาะกับผู้ที่ต้องอยู่กลางแจ้งถูกแดดนาน แต่ถ้าอยู่ในอาคารหรือที่ร่ม เลือกใช้เพียง PA+ ก็เพียงพอ ส่วนค่า SPF (Sun Protection Factor) ตัวป้องกันรังสี ยูวีบี พร้อมกับตัวเลขต่อท้าย อาทิ SPF 8 หรือ SPF 15 ที่หมายถึงระยะเวลาในการปกป้องผิวจากแสงแดด คิดคำนวณได้ง่าย ๆ โดยปกติถือเอาเวลา 15 นาที ที่ตากแดด ผิวจะเริ่มไหม้ ดังนั้น ให้นำ 15 คูณกับตัวเลขหลัง SPF เช่น SPF 8 คือ 15 x 8 หมายถึง ประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดดนาน 120 นาที การเลือกครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูง ๆ ใช่ว่าจะป้องกันแสงแดดได้ดีเสมอไป เพราะค่าสูงแค่ไหนก็กันแดดได้ราว 2-3 ชั่วโมง เนื่องจากสารเคมีจะละลายไปกับเหงื่อ แถมยังเสี่ยงต่อการตกค้างของสารเคมี ตัวการทำให้เกิดสิวและริ้วรอย ที่เหมาะสมควรใช้เพียงแค่ SPF 15 เพื่อให้การใช้ครีมกันแดดได้ผลดี ให้ทาก่อนออกแดดราว 15-30 นาที. ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ผิวแบบไหน...ดูแลอย่างไร ผิวของแต่ละคน มีลักษณะที่ต่างกัน จึงย่อมต้องการดูแลที่ไม่เหมือนกันก่อนอื่นมาตรวจสอบกันก่อนว่า คุณมีผิวชนิดใด ล้างหน้าให้สะอาด แล้วทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ถ้าทำการตรวจสอบทันทีหลังล้างหน้า อาจทำให้คลาดเคลื่อนได้ เพราะแม้แต่คนที่หน้ามันสุด ๆ ยังดูแห้งได้หลังจากล้างหน้าใหม่ ๆ จึงควรทิ้งเวลาออกไป เพื่อดูการทำงานของต่อมไขมัน โดยใช้กระดาษนุ่ม ๆ บาง ๆ ปิดหน้า ถ้ากระดาษติดหน้าแสดงว่าผิวมัน ถ้าไม่ติดหน้าเลยแสดงว่าผิวแห้ง ถ้ากระดาษติดหน้าเพียงบางส่วนโดยเฉพาะบริเวณทีโซน แสดงว่าคุณมีผิวปกติ * ผิวแห้ง* เป็นผิวที่ไม่สามารถรักษาความชุ่มชื้นไว้ได้ ทำให้ใบหน้าดูไม่มีชีวิตชีวา และมีโอกาสเกิดรื้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่ายกว่าผิวประเภทอื่น ๆลักษณะของคนผิวแห้ง ...บริเวณแก้มด้านล่างที่ต่อกับคาง และผิวใต้ตาจะดูแห้ง บางครั้งจะลอกเป็นขุย *ขั้นตอนการดูแล* หลีกเลี่ยงการใช้โลชั่นเช็ดผิว เพราะจะทำให้ผิวแห้งมากขึ้นทางทีดีควรใช้น้ำเปล่าล้างหน้าในช่วงเช้า ส่วนช่วงเย็น ซึ่งต้องล้างเครื่องสำอางออก ควรเลือกใช้ ครีมล้างหน้าที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอร์ไรเซอร์ ซึ่งจะรู้สึกผิวลื่น ๆหลังล้างหน้า ส่วนก่อนนอนควรบำรุงผิวหน้าด้วยครีมบำรุง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าสำหรับคนที่หน้าแห้งมาก จนแตกเป็นลายงา ให้เพิ่มมอยเจอร์ไรเซอร์ในช่วงเช้าและกลางวัน แต่คนผิวแห้งก็มีข้อดี คือ รูขุมขน มักกระชับมองดูหน้าเนียนและไม่ค่อยมีปัญหาใบหน้ามันย่อง จนทำให้แต่งหน้าไม่ติดทน *ผิวมัน* ผิวประเภทนี้ จะมีความมันกระจายอยู่ทั่วใบหน้า และจะมีความมันมากเป็นพิเศษบริเวณทีโซน...หรือแถวหน้าผาก คาง และจมูก คนผิวมันดูเหมือนว่า จะเกิดริ้วรอยได้ยากกว่าคนผิวแห้ง แต่ก็ทำความสะอาดได้ยากกว่า และเนื่องจากต่อมไขมันทำงานมากกว่าปกติ จึงทำให้รูขุมขนใหญ่ ผิวหน้าดูหยาบกว่าคนผิวแห้ง ปัญหาอีกอย่างหนึ่งของคนผิวมัน คือ เมื่อไขมันออกมาเคลือบใบหน้ามาก ๆ เข้า ทำให้ใบหน้าดูมันย่อง หน้าตาไม่สดใส แต่งหน้าก็มักไม่ติดทน *ขั้นตอนการดูแล* เลือกใช้สบู่อ่อน ๆ หรือเจลใสล้างหน้า และไม่จำเป็นต้องล้างหน้าบ่อย ๆ ถ้าหน้ามันมาก ให้ใช้กระดาษซับหน้า คอยดูดซับน้ำมันออก จะช่วยให้ผิวหน้าผ่องขึ้นได้ ส่วนเครื่องสำอาง เลือกใช้ชนิด Oil-free เพื่อไม่ให้ใบหน้าดูมันเยิ้ม *ผิวปกติ* จริง ๆ แล้วคนส่วนใหญ่ มักมีผิวลักษณะนี้ คือ จะมีน้ำมันเคลือบผิวบาง ๆ บริเวณทีโซน คือส่วนของหน้าผาก และจมูกจะมีความมันมากกว่าส่วนของแก้ม ในขณะที่ผิวรอบดวงตาและส่วนของแก้มลงมาจนถึงคอ จะดูแห้งกว่าบริเวณทีโซน * ขั้นตอนการดูแล* ควรล้างหน้าด้วยสบู่อ่อน ๆ และไม่ควรใช้โลชั่นทีมีส่วนผสมของแอลกฮอล์ เพราะจะทำให้คุณเป็นคนผิวแห้งได้ ส่วนการใช้มอยส์เจอไรเซอร์ ให้เลือกทาเฉพาะส่วนของของแก้ม และผิวรอบดวงตา เพื่อป้องกันการเกิดริ้วรอย 8 วิธีฉุกรั้งเส้นผมให้อยู่บนศีรษะ ขณะที่เรามีอายุมากขึ้น ร่างกายของเรา -ไม่ว่าหญิงหรือชาย ก็มีอายุมากขึ้นตามไปด้วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับผู้ชาย ร่างกายที่แสดงออกถึงความมีอายุคือพุงที่ห้อยย้อย รอยพับย่นที่หน้าผาก แน่นอน...รวมทั้ง ศีรษะล้าน อย่างไรก็ตาม ผู้ชายมักชอบคิดว่า หากเส้นผมบนศีรษะพวกเขายังคงดกหนา นั่นหมายความว่าพวกเขายังคงอยู่ในช่วงชีวิตที่หนุ่มแน่น แต่ความจริงก็คือ ความคิดเช่นนั้นไม่แน่เสมอไปอีกแล้ว 8 วิธีฉุกรั้งเส้นผมให้อยู่บนศีรษะ เว็บไซต์อาสค์เมนดอทคอมระบุว่า ปัจจุบัน สองในสามของผู้ชายอายุ 35 ปี เริ่มเผชิญหน้ากับปัญหาสภาพเส้นผมร่วงผมบางมากกว่าปกติ ขณะที่เกือบ 85% ของผู้ชายอายุ 50 ปีต้องเดินไปไหนมาไหนด้วยศีรษะที่มีจำนวนเส้นผมเพียงน้อยนิด แต่ในข่าวร้ายก็มีข่าวดี ยังมีวิธีชะลอให้เส้นผมยังรวมตัวอยู่บนศีรษะของพวกเราได้นานขึ้น สาเหตุของผมร่วง แม้อาการ ผมร่วง จะทำให้หลายคนแอบค้อนบิดามารดา อันเนื่องมาจากพันธุกรรม แต่ก็ยังมีสาเหตุอื่นอีก ซึ่งป้องกันได้ เช่น การพร่องสารอาหาร การติดเชื้อ ผลข้างเคียงจากการรับยารักษาโรค เคมีในผลิตภัณฑ์ที่ใช้เกี่ยวกับเส้นผม แม้กระทั่งความเครียด หาวิธีแก้ไขและจัดการสาเหตุดังกล่าว ขณะเดียวกันก็บำรุงรักษาสภาพเส้นผมไปด้วย ก็จะช่วยสกัดสาเหตุผมร่วงได้ดีขึ้น กินเนื้อปลาให้มากขึ้น เนื้อปลาไม่เพียงแต่อุดมด้วยโปรตีนและแร่ธาตุ หากเป็นปลาทะเลน้ำลึก ยังเป็นแหล่งกรดไขมัน โอเมก้า-3 ชั้นเยี่ยม และวิตามินดี สารอาหารทั้งสองประเภทนี้มีส่วนช่วยป้องกันผมร่วงในบุคคลที่ต้องรักษาอาการ เจ็บป่วยด้วยเคมีบำบัด แม้ยังไม่มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเส้นผมในผู้ชายสุขภาพดี แต่ทั้งโอเมก้า-3 และวิตามินดี ก็เป็นแร่ธาตุที่มีประโยชน์กับสุขภาพมากๆ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะสละเนื้อปลาออกจากมื้ออาหาร รักษาระดับเหล็กในร่างกาย การขาดแร่ธาตุประเภทเหล็ก มีผลให้ร่างกายเป็นโรคโลหิตจาง (ผู้หญิงมักประสบปัญหานี้ได้ง่าย) ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าคนที่ร่างกายขาดแร่ธาตุเหล็ก เป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาผมร่วงโดยไม่คาดคิด แต่สภาวะหลุดร่วงของเส้นผมนั้นอาจจะเกิดขึ้นจนคุณแทบสังเกตไม่เห็น รู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อผมบางไปเยอะแล้ว การเพิ่มแหล่งอาหารที่มีธาตุเหล็กในแต่ละมื้อ เช่น เมล็ดฟักทอง เต้าหู้ ควินวา (quinoa เมล็ดธัญพืชในแถบอเมริกาใต้ อุดมด้วยธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส แคลเซียม ไลซีน) ช่วยแก้ปัญหาผมร่วงอันเกิดจากร่างกายขาดแคลนธาตุเหล็ก นี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้กินมังสวิรัติที่ต้องการป้องกันปัญหาผมร่วง เนื่องจากร่างกายของคนกินมังสวิรัติอาจได้รับแร่ธาตุเหล็กไม่เพียงพอ เพราะคุณไม่กินเนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดงและไข่ อย่าลืม วิตามิน บี สิ่งสำคัญในการเจริญเติบโตของเส้นผม คือ วิตามิน บี ไบโอติน (biotin สารอาหารที่อยู่ในตระกูลวิตามินบี อาหารขาดไบโอตินคือผิวหนังแห้งเป็นขุย ผมร่วง ผมเปราะบาง) โฟเลท วิตามินบีสอง และวิตามินบีสิบสอง ถ้าคุณคิดว่าร่างกายขาดวิตามินบี ให้ลองปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจไปซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมารับประทานเอง หรือเข้าทำการทดสอบการขาดวิตามินบี วิธีป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดแคลนกลุ่มวิตามินบี คือ กินอาหารจำพวกผักใบเขียว ไข่แดง ตับ ข้าวกล้อง ถั่วชนิดต่างๆ โยเกิร์ต เนื้อปลา จัดการความเครียด ในช่วงเวลาที่ 85% ของเส้นผมบนศีรษะอยู่ในช่วงเจริญเติบโต เส้นผมจำนวน 15% บนศีรษะได้ถึงคราวหมดอายุลงแล้ว เส้นผมที่หมดอายุแล้ว หรือเส้นผมที่ตายแล้ว ก็จะหลุดร่วงจากเราไป แต่เรื่องเหลือเชื่อที่เป็นไปแล้วคือ ความเครียด ทำให้ระบบการเจริญเติบโตของเส้นผมตกใจสุดขีด ผลที่ตามมาคือ เส้นผมราว 30-40% หยุดเติบโตและเริ่มต้นตาย ปรากฏการณ์นี้จะเห็นผลในอีกสามเดือนต่อมา มีสภาพใกล้เคียงกับเวลาที่สุนัขถึงระยะที่มันต้องผลัดขน ดังนั้น หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงความคิดและความรู้สึกที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิด ความเครียด หรือเมื่อเกิดความเครียดแล้วควรหาวิธีบรรเทาและขจัดความเครียดให้หมดสิ้นไป โดยเร็ว เพื่อป้องกันภาวะผมร่วงก่อนวาระ อ่านฉลากยา ผู้ชายส่วนใหญ่ทราบดีว่า เคมีบำบัด ชักนำให้เกิดภาวะผมร่วง แต่ผู้ชายอีกจำนวนมากก็ไม่ได้ระวังว่ายารักษาโรคบางตัวก็เป็นสาเหตุให้ผม ร่วงได้เช่นกัน เช่น ยาลดการจับตัวของเม็ดเลือด (Blood thinners) ยารักษาโรคข้ออักเสบ ยาบางตัวที่ใช้เกี่ยวกับจิตเวช หากศีรษะที่มีเส้นผมดกหนาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับคุณ วิธีป้องกันศีรษะล้านง่ายที่สุดคืออ่านฉลากยาก่อนใช้ หรือสอบถามแพทย์เพื่อข้อมูลที่ถูกต้อง รักษาความสะอาดส่วนตัว แม้จะไม่ใช่สาเหตุของผมร่วงโดยตรง แต่การละเลยความสะอาดอนามัยส่วนตัว ก็นำพาเชื้อรามาสู่หนังศีรษะได้ และเชื้อราบางชนิดก็เป็นสาเหตุให้ผมร่วง แค่รักษาความสะอาดเส้นผมและหนังศีรษะด้วยการสระผมด้วยแชมพู (ที่เหมาะกับสภาพเส้นผมและหนังศีรษะ) ก็ช่วยป้องกันการติดเชื้อของเชื้อราบนหนังศีรษะ (หนึ่งในกระบวนการทำให้ศีรษะล้าน) แต่อย่าสระผมมากหรือบ่อยจนเกินความพอดี เพราะสารสังเคราะห์ในแชมพูอาจทำร้ายต่อมไขมันโคนเส้นผม ซึ่งทำหน้าที่สร้างความชุ่มชื้นตามธรรมชาติให้เส้นผมและหนังศีรษะ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แม้ยังไม่มีการศึกษาระบุแน่ชัดระหว่างการออกกำลังกายและการป้องกันปัญหา ผมร่วงศีรษะล้าน แต่การออกกำลังกายเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยความเครียด ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย และเหงื่อที่ร่างกายขับออกมาขณะออกกำลังก็ช่วยขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างตามผิว หนังและหนังศีรษะ ช่วยให้รูขุมขนเส้นผมไม่อุดตันและได้หายใจสะดวกขึ้น ร่วมสุขสโมสร อย่างที่รู้กัน ในโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน แม้แต่เรื่องของ ศีรษะล้าน ไม่ว่ากรรมพันธุ์ของคุณ จะทำให้ผลสุดท้ายแล้ว คุณจะศีรษะล้านเมื่ออายุ 40 หรือไม่ก็ตาม อย่ายอมแพ้โดยไม่ต่อสู้ หากสู้แล้วพ่ายแพ้ ก็อย่าได้โศกเศร้าเสียใจ คุณไม่ได้โดดเดี่ยว สโมสรที่มีสมาชิกนับล้านๆ คนทั่วโลกที่ล่วงหน้าไปก่อนคุณ อ้าแขนต้อนรับสมาชิกใหม่ทุกปี ใครจะรู้...คุณอาจกลายเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ก็ได้ ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่คิดว่า "ล้าน" นี่แหละเซ็กซี่ ที่มา: หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ การเลือกแว่นกันแดด เพื่อสุขภาพของดวงตา ดวงตาของเราเป็นอวัยวะที่มีความบอบบางอย่างมาก และยังเป็นอวัยวะที่สำคัญอีกต่างหาก ไม่เชื่อลองเอาผ้าปิดตาทั้งวันดูสิ รับรองว่าต้องมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของเราแน่ๆ ดวงตาเป็นอวัยวะที่เราต้องใช้เกือบตลอดเวลาโดยเฉพาะตอนกลางวัน ดวงตาจะต้องรับรังสีจากทั้งแสงแดด ซึ่งมีรังสี UV ที่สามารถทำลายเนื้อเยื่อดวงตาได้ ดังนั้น การเลือกแว่นกันแดด เพื่อปกป้องดวงตาของเราจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากๆ วันนี้เลยจะมาเล่าเรื่องการเลือกแว่นกันแดดให้ฟังกัน 1. แว่นกันแดดควรมีเครื่องหมาย UV สิ่งสำคัญอันดับแรกของการ เลือกแว่นกันแดดคือ ความสามารถในการป้องกันรังสี UV เนื่องจากรังสี UV สามารถทำลายเนื้อเยื่อของดวงตาเราได้ เป็นสาเหตุของการเป็นโรคต้อต่างๆเช่น ต้อหิน ต้อกระจก เป็นต้น หากแว่นไม่สามารถป้องกันรังสี UV ได้ ก็คงเป็นแค่แว่นที่ใส่เอาเท่ ไม่มีประโยชน์อะไรเท่าไหร่ 2. ควรเป็นแว่นที่ตัดแสงสะท้อนได้ หรือ แว่นโพลาไรซ์เนื่องจากแว่นตา ทิ่มีเลนส์ทำจากวัสดุต่างๆ เช่น แก้ว หรือ พลาสติกต่างๆ เวลาใส่จะทำให้เห็นแสงสะท้อนได้ เช่น แสงสะท้อนบนถนน เป็นต้น แสงสะท้อนเหล่านี้ล้วนเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ วิธีเช็คว่ามันเป็นโพลาไรซ์แท้ ก็คือ เอาแว่น ส่องไปบนผิวสะท้อนแสง ที่เป็นอโลหะ เช่น ถนน หรือพลาสติกเมื่อหมุนไปถึงองศาที่เหมาะสม แสงสะท้อนจากอโลหะนั้นจะลดวูบลงนี่คือโพลาไรซ์ของแท้ แต่โพลาไรซ์มันก็มีหลายเกรด ลดแสงสะท้อนได้มาก ก็ราคาสูงขึ้นมาหน่อย ลดแสงได้น้อย ก็จะถูกหน่อย แต่เทคโนโลยีและราคา ต่างกันไม่มากหรอก 3.สีของเลนส์แว่น สีของเลนส์แว่น มีผลต่อการทำให้มองสิ่งต่างๆผิดเพี้ยน ซึ่งหากอาจเป็นอันตรายเพราะจะทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ง่าย (พวกสัญญานไฟจราจรเป็นต้น) สีที่ควรเลือกคือ สีน้ำตาล(ชา) หรือสีออกดำๆ เพราะทำให้เกิดการผิดเพี้ยนของสีน้อยสีสุด ส่วนสีที่ไม่แนะนำคือ สีเขียวและสีน้ำเงิน 4.ขนาดของกรอบ เป็นสิ่งหายากที่นักวิทยาศาสตร์สุขภาพ กับ แฟชั่นนิส จะเห็นตรงกันคือ การเลือกกรอบแว่นควรเลือกกรอบใหญ่ๆเข้าไว้ เพราะ กรอบใหญ่ๆ จะทำให้มีพื้นที่ปกป้องผิวรอบดวงตาจากรังสี UV ด้วย ยิ่งตอนนี้ แฟชั่นเด็กเนิร์ด กำลังมาแรง หามาใส่สักอันคงจะดีมิน้อย ^_^ ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญของเรา ยังไงก็ดูแลรักษาดวงตาให้ดีๆนะคะ
ดื่มอีกสักแก้ว ... น้ำทับทิมบำรุงหัวใจ ในการประชุมประจำปีอายุรแพทย์โรคไตแห่งสหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 44 เนื่องในสัปดาห์โรคไต ค.ศ. 2011 ที่พึ่งผ่านพ้นมาล่าสุด กลุ่มแพทย์จากภาควิชาวักกะวิทยา(ไต) โรงพยาบาลเวสเทิร์นกาลิลี ประเทศอิสราเอล นำเสนอการค้นพบใหม่ที่น่าสนใจว่า น้ำทับทิมช่วยลดปัจจัยเสี่ยงก่อโรคหัวใจในกลุ่มผู้ป่วยโรคไตได้ จากการวิจัยแพทย์แบ่งผู้ป่วยที่ต้องฟอกไตออกเป็นสองกลุ่มจากนั้นให้กลุ่มแรกดื่มน้ำทับทิมปริมาณหนึ่งร้อยมิลลิลิตรสัปดาห์ละสามครั้ง เป็นเวลาหนึ่งปี แล้วให้อีกกลุ่มกินยาเพียงหลอก ผลตรวจร่างกายเมื่อดื่มครบตามกำหนดกำหนดสรุปข่าวดีได้ว่า เฉพาะในผู้ป่วยกลุ่มแรก น้ำทับทิมช่วยลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงลดความดันโลหิตและปริมาณการกินยาลดความดันลง ในขณะที่ไขมันชนิดดี (HDL) เพิ่มสูงขึ้น คุณหมอจึงแนะนำให้เพิ่มการดื่มน้ำทับทิมในมื้ออาหารเพื่อป้องกันโรคหัวใจ อย่างไรก็ตาม แม้น้ำทับทิมอุดมด้สยสารแอนติออกซิแดนต์ เช่น วิตามินซี และสารในกลุ่มพอลิฟีนนอลที่ช่วยปราบปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ แต่ก็มีโพแทสเซียมสูงเช่นกัน ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังหรือผู้ที่ต้องการควบคุมอาหาร จึงควรสอบถามแพทย์หรือนักกำหนดอาหารก่อนเสมอ ^_^ ได้เวลาปลูกทับทิมไว้ประจำสวนสุขภาพที่บ้านแล้วค่ะ ขอบคุณ : นิตยสารชีวจิต
ยืนยันไฟเบอร์โฮลเกรน..เอามะเร็งลำไส้อยู่ ผลวิจัยล่าสุดชี้ชัดแล้วว่า การกินไฟเบอร์ (fiber) ช่วยปกป้องลำไส้จากโรคมะเร็งได้จริงค่ะ ไฟเบอร์ในที่นี้หมายถึงกากใยอาหารในอาหารประเภทโฮลเกรน (whole grain) หรือข้าวและธัญพืชไม่ขัดขาวจำพวกต่างๆ เช่น ข้าวโอ๊ต ข้าวโอ๊ตบด ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต และซีเรียล ผู้ค้นพบครั้งนี้คือ ผู้ช่วยนักวิจัยแดกฟินน์ โอเน จากภาคระบาดวิทยาและชีวสถิติ คณะแพทย์ศาสตร์ อิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอน ประเทศอังกฤษ ร่วมกับมหาวิทยาลัยวาเกนนิงเกน ประเทศเนเธอร์แลนด์ เขารวบรวมวิเคราะห์งานวิจัยทั้งหมด 25 เรื่องที่ศึกษาเกี่ยวกับการกินไฟเบอร์จากแหล่งต่างๆ เช่น ผัก ผลไม้ โฮลเกรน ถั่ว ฯลฯ พร้อมกับศึกษาอุบัติการณ์ของโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งประกอบด้วยกลุ่มตัวอย่างรวมทั้งสิ้นเกือบสองล้านคนจากทั่วโลก พบว่า เมื่อกินโฮลเกรนให้ได้ไฟเบอร์รวมกันวันละ 10 กรัม ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งลำไส้ลง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนการกินโฮลเกรนวันละสามมื้อรวม 30 กรัม ลดความเสี่ยงได้ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ ขอบคุณ : นิตยสารชีวจิต
ทานอาหารเช้าก็ลดน้ำหนักได้นะ! อ้วนๆๆ มาอีกแล้วค่ะ เทศกาลทีไรทำม๊ายทำไมอ้วนไม่บันยะบันยังจริงๆเรา นอกจากโดนสาดน้ำแล้ว ยังสาดความอ้วนดำมาให้อีก เฮ้อ...สำหรับหนุ่มๆสาวๆที่ประสบปัญหาน่าเหนื่อยเช่นนี้ อ้วน อืด น้ำหนักขึ้นมโหฬารขนาดนี้ ถ้าจะลดโดยการไม่กินอะไรเลยไม่ดีแน่ๆ เคที่เลยเอาเคล็ดลับการกินอาหารเช้าลดความอ้วนมาฝากกันค่ะ 1.อาหารเช้าลดน้ำหนักสุดเริ่ดสไตล์สาวเฮลตี้ ต้องนี่เลยค่ะ ผลไม้จำพวกส้ม เป็นอาหารเช้าลดน้ำหนักที่ทั้งอร่อยสดชื่นมีวิตามินที่จะช่วยให้คุณมีสุขภาพดีเสมอ แค่มีส้มซักครึ่งหนึ่งในซีเรียลหรือทานเป็นท็อปปิ้งขนมปังก็แหล่มแล้วค่ะ 2.อาหารเช้าลดน้ำหนักแบบโยเกิร์ต คุณสามารถจะเลือกทานโยเกิร์ตเป็นอาหารเช้าลดน้ำหนักได้มากมายหลายยี่ห้อและหลายรส ที่ต้องคำนึงก็คือต้องเป็นโยเกิร์ตที่ไขมันต่ำ น้ำตาลน้อยๆ จะนำไปทานกับซีเรียลก็เก๋ได้อีกนะคะ 3.อาหารเช้าลดน้ำหนักที่อัดแน่นด้วยพลังงาน โฮลเกรนหรือธัญพืชเป็นอาหารเช้าลดน้ำหนักที่ ให้พลังงานสูงแต่ไขมันต่ำ เป็นทางเลือกหนึ่งของมื้อเช้าที่รับรองว่าต้องคุ้มค่าและน่าลอง คุณสามารถจะทานซีเรียลแบบโฮลเกรน ,คุ๊กกี้โฮลเกรน หรือเวเฟอร์บาร์แบบโฮลเกรนก็ได้ 4.อาหารเช้าลดน้ำหนักด้วยข้าวโอ็ต ข้าวโอ๊ตเป็นอาหารเช้าลดน้ำหนักที่ มีแหล่งพลังงานชั้นดีที่เติมเต็มความหิวของคุณได้ ข้าวโอ็ตมีถิ่นกำเนิดในเขตอบอุ่นและเติบโตได้ดีในเมืองหนาวด้วยจึงเป็นที่ นิยมสำหรับชาวยุโรปและอเมริกา เพราะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกายได้ดีกว่าพวกธัญพืชโฮลเกรนอีกค่ะ ลองทำข้าวโอ๊ตบดผสมเบอรรี่และน้ำผึ้ง รับรองว่าเป็นอาหารเช้าลดน้ำหนักที่ได้รสชาติไปอีกแบบเลยละค่ะ 5.อาหารเช้าลดน้ำหนักแบบกล้วยๆ ใครจะไม่ชอบกล้วยสวยๆ รูปร่างอวบอิ่ม หรือเล็กกระทัดรัดบ้าง หรือเพรียวสวยที่น่าหม่ำบ้างล่ะค่ะ เติมวิตามินและโพแทสเซียมให้ร่างกายกันดีกว่า ทานกล้วยสไลด์กับซีเรียลธัญพืชหรือขนมปังปิ้งซิค่ะเป็นอาหารเช้าลดน้ำหนักได้คุณค่าและไม่อ้วนด้วยนะ 6.อาหารเช้าลดน้ำหนักแบบเฉพาะ เคยได้ยินคำว่า เชค หรือเปล่าคะ เจ้าเชคนี่ล่ะเป็นประเด็นสำคัญในการลดน้ำหนักที่สำคัญที่กำลังได้รับความ นิยมในตอนนี้ ถ้าสนใจจะลดน้ำหนักตามระบบก็ลองไปหาซื้อเชคมาทานเป็นอาหารเช้าลดน้ำหนักตามสูตรว่าได้ผลจริงหรือเปล่า 7.อาหารเช้าลดน้ำหนักแสนเพอร์เฟค เบอร์รี่เป็นอาหารเช้าลดน้ำหนักที่มีวิตามินและสารแอนตี้อ็อกซิแดนซ์ และรสชาติหวานอร่อยสุดๆ ทานคู่กับซีเรียลทำจากธัญพืชโฮลเกรนหรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ เริ่ดสุดๆค่า 8.อาหารเช้าลดน้ำหนักแบบกราโนล่า กราโนล่าเป็นอาหารเช้าที่ประกอบด้วยน้ำนมใส่ผลไม้แห้ง ซึ่งเราครีเอตอาหารเช้าลดน้ำหนักเมนู กราโนล่าเพียงแค่ใส่นมไขมันต่ำลงในซีเรียลโฮลเกรน จะทานแบบร้อนหรือแบบเย็นก้อได้นะคะ เพิ่มลูกเกตหรือเปลี่ยนจากนมเป็นโยเกิร์ตก็น่ากินอยู่นะ 9.อาหารเช้าลดน้ำหนักกับขนมปังโฮลเกรน คุณสามารถทานขนมปังโฮลเกรนหรือขนมปังธัญพืชเป็นอาหารเช้าลดน้ำหนัก โดยทาเนยเล็กน้อย ใส่ท็อปปิ้งกล้วยนิดหน่อย รับประทานกับชาร้อนแค่นี้มื้อเช้าก็อร่อยไม่อ้วน 10.อาหารเช้าลดน้ำหนักกับนมไขมันต่ำ ร่างกายทั้งหญิงและชายต่างต้องการแคลเซียมและวิตามินดี ซึ่งนมนี่แหล่ะค่ะให้คุณค่าทั้งสองอย่าง แต่ก็อย่าลืมว่านมก็เป็นสาเหตุของความอ้วนได้เหมือนกัน ดังนั้นเลือกทานนมไขมันต่ำเป็นอาหารเช้าลดน้ำหนักกันดีกว่า จะทานกับซีเรียล ข้าวโอ๊ตบด หรือกราโนล่า ก็ได้หรือแม้กระทั่งขนมปังสักแผ่นสองแผ่นก็อิ่มได้พลังงานแล้วค่ะ
"อาหารสมอง" เพิ่มความจำ "วัยทำงาน" มีสาวออฟฟิศเล่าปัญหาเข้ามาว่า ในแต่ละวันต้องใช้ความคิดในการทำงานค่อนข้างหนัก จะมีวิธีบำรุงสมองให้รู้สึกกระฉับกระเฉงได้อย่างไรบ้าง ความอ่อนล้าของสมอง หรืออาการที่เรียกว่า "เบลอ" มักพบบ่อยในหนุ่ม-สาวติดไฟวัยทำงานที่ต้องใช้ทั้งพลังสมอง และพลังกาย ตกเย็นกลับบ้านจึงรู้สึกเหนื่อยง่ายอยู่บ่อยๆ หากจะเลือกหาสิ่งดับกระหายคลายหิวแล้วล่ะก็ ไม่ควรมองข้าม "อาหาร" ใกล้ตัวต่อไปนี้ เพราะมีประโยชน์ต่อสมองสุดๆ "ปลา" โดยเฉพาะปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู จะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3และ DHA ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้ไวต่อการรับสัญญาณประสาท ทำให้สมองกระฉับกระเฉง มีสมาธิ "ผักใบเขียวเข้ม" เช่น ผักคะน้า ผักโขม เป็นแหล่งของวิตามินอี และโฟเลต ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม อัตราการเปลี่ยนแปลงของความจำช้าลง "ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่" เช่น สตรอเบอร์รี่, เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ มีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ระบบประสาท โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน "เมล็ดธัญพืช" อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินบี 1ช่วยสร้างเซลล์ประสาทให้แข็งแรง ช่วยลดความบกพร่องในกระบวนการคิด อย่างไรก็ตาม นอกจาก อาหารบำรุงสมอง ดังกล่าวข้างต้นที่ควรมีติดครัวไว้รับประทานประจำแล้ว ยังต้องมีวินัยในการบริโภค โดยทานให้ครบมื้อ ครบหมู่ และเลี่ยงอาหารไร้ประโยชน์ควบคู่ไปด้วย จึงจะเกิดประสิทธิภาพที่สุด ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
สร้างความแข็งแรงด้วยมือเปล่า ก่อนหน้าที่ผู้คนจะรู้จักอุปกรณ์บริหารร่างกาย มือทั้งสองก็ได้เริ่มต้นทำหน้าที่อันนี้เป็นเวลาอันยาวนาน ซึ่งก็สร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์สมัยใหม่แต่อย่างใด บริหารกล้ามเนื้อด้วยมือเปล่าทำได้หลายวิธี ทำที่ไหนก็ได้ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนทั่วไป สะดวกและประหยัด วิธีที่นิยมมีด้วยกันหลายอย่าง ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นพื้นฐานแบบยอดนิยม 1. กระโดดอยู่กับที่ (Jumping jack) เพื่อปรับปรุงสมรรถภาพปอดและการทำงานของหัวใจ เวลากระโดดขึ้นๆ ลงๆ ร่างกายทุกส่วนจะขยับตามไปด้วย จึงถือเป็นการวอร์มอัพร่างกายที่ดีอย่างหนึ่ง ก่อนเริ่มบริหารกายอย่างจริงจัง ข้อควรระวังของการกระโดดคือ น้ำหนักของร่างกายที่กดลงบนข้อเท้า ซึ่งถ้ากระทำผิดพลาดอาจเกิดพลิกหรือแพลงขึ้นได้ 2. การดึงตัว (Pull ups) ดีต่อการฟิตกล้ามเนื้อตรงส่วนหัวไหล่ กล้ามที่แขนและกล้ามเนื้อแผ่นหลัง เนื่องจากมันเป็นการออกแรงที่ค่อนข้างมากในการดึงตัวสูงขึ้น จึงควรเริ่มใหม่ด้วยการทำเพียง 3-5 ครั้ง เพื่อดูว่าคุณมีอาการปวดหรือไม่ในวันต่อมา ถ้ามีก็ควรหยุดพัก หายแล้วจึงเริ่มต้นใหม่ วิธีดึงตัวที่ถูกต้องคือ จับบาร์โหน ฝ่ามือหันออก ดึงตัวให้สูงจนปลายคางอยู่เหนือบารืนั้น 3. การวิดพื้น (Press ups) สร้างความแข็งแรงให้กับช่วงอกและแขนทั้งสองได้เท่าเทียมกัน การวางท่าที่ถูกต้อง คือ ลำตัวตรงเฉียงทำมุม 45 องศากับพื้น ฝ่ามือวางราบกับพื้นปลายเท้าชิด ทิ้งน้ำหนักตัวบนฝ่ามือและปลายเท้า ลำตัวสูงจากพื้นเล็กน้อย ตามองพื้น ค่อยๆ ผลักลำตัวขึ้นจากพื้นช้าๆ ทำ 1-20 ครั้ง และเพิ่มจำนวนครั้ง เมื่อร่างกายแกร่งขึ้น 4. บริหารกล้ามท้อง (Sit ups) นอนให้แผ่นหลังราบกับพื้นมากที่สุด เพราะถ้าราบไม่สนิท เล่นไปจะทำให้หลังเจ็บ เท้ายกชันแยกห่างพอประมาณ วางเท้าแนบพื้นตลอดเวลา ห้ามยกขึ้น ค่อยๆ ยกตัวขึ้น อย่าใช้แขนเหนี่ยวคอดึงตัวขึ้น หรือใช้หัวเข่าช่วย ที่มา : หนังสือ Body Fit ฟิตกล้ามที่ใจ ฟิตกายให้แข็งแรง
ชาเขียวดีจริงหรือไม่ เนื่องจากปัจจุบันกระแสการดื่มชาเขียวแรงสุด ๆ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดื่ม อาหาร เครื่องสำอางค์ หริอแม้กระทั่งยาสีฟันยังมีชาเขียวเป็นส่วนประกอบ อะไรมันจะฟีเวอร์ขนาดนั้น paullie เลยต้องมาตีแผ่ความจริงให้รู้กันไป ชาเขียวเป็นชาที่มีคุณค่ามากที่สุด เพราะสารที่มีประโยชน์จะไม่ถูกทำลายจากการหมัก ดังนั้นคนที่สงสัยว่าชาที่กินกันตั้งแต่สมัยอากง อาม่า หรือชาเย็น ไม่มีประโยชน์เหมือนชาเขียวหรือไง ก็ต้องบอกว่าใช่ เพราะชาที่ใช้เป็นชาจีน สารที่มีประโยชน์มันถูกทำลายตอนหมักไปหมดแล้ว ชาเขียวมีสารสำคัญ 2 ชนิด คือ คาเฟอีน ซึ่งมีอยู่ในชาเขียวประมาณร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนัก สารตัวนี้สามารถกระตุ้นให้สมองสดชื่นแจ่มใส และสารโพลีฟีนอล พบอยู่ 2 ชนิด คือ แทนนิน และคาเทชิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ เอาล่ะค่ะ เรามาดูกันเรยดีกว่าว่าชาเขียวที่พูดกันว่าดี มันจริงเท็จแค่ไหน ชาเขียวช่วยลดความอ้วน อันนี้ก็ต้องยอมรับนะคะว่าจริง แต่ต้องเป็นชาเขียวที่ชงในรูปผงเข้มข้น ไม่ใช่ชาเขียวพร้อม ดื่มที่บรรจุมาในกล่องที่เรากินกัน เพราะนอกจากจะไม่มีประโยชน์แล้ว ยังมีการปรุงแต่งกลิ่นใส่น้ำตาล อาจทำให้อ้วนขึ้นกว่าเดิมอีกนะคะ การดื่มชาเขียวใน ประเทศเราใช้เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ เป็นการฉวยโอกาสทางการค้าให้ดูน่าเชื่อถือ และเป็นการสร้างกระแสความนิยมในวัยรุ่นให้ดื่มเครื่องดื่มชาเขียวบรรจุขวด ชาเขียวต้านมะเร็ง เป็นไปได้นะคะ เพราะชาเขียวมีสารโพลีฟีนอล ซึ่งเป็นคาเทชิน สามารถต่อต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม ตามหลักความเป็นจริงแล้ว การดื่มชาเขียว ให้ได้สารต้านอนุมูลอิสระ ต้องชงชาเขียวเข้มข้นแบบญี่ปุ่นและต้องดื่มชาเขียวอย่างน้อยวันละ 20 แก้วเป็นประจำทุกวัน จึงสามารถป้องกันมะเร็งได้ ซึ่งทำได้ยากและอาจได้รับคาเฟอีนมากเกินไปอีกด้วย ชาเขียวช่วยลดไขมันในเลือด ไม่จริงค่ะ เพราะมีวิจัยที่พบว่าชาเขียวลดไขมันในเลือดได้ไม่มากนัก ซึ่งไม่แตกต่างจากที่มีอยู่เดิม ทั้งชนิดไตรกลีเซอไรด์และชนิดคอเลสเตอรอล ถ้ามีชาเขียวพร้อมดื่มยี่ห้อใด อ้างสรรพคุณก็อย่าไปหลงเชื่อนะคะ ไม่มีสิ่งใดในโลกที่มีประโยชน์แล้วไม่มีโทษ การดื่มชาก็มีโทษแอบแฝงอยู่เหมือนกัน เพราะในใบชามีแทนนิน ซึ่งจะทำให้เราท้องผูกและลดการดูดซึมวิตามินบี 1 และธาตุเหล็กได้ ยิ่งใบชาเกรดต่ำก็ยิ่งมีแทนนินสูงและยิ่งต้มนาน ๆ แทนนินก็ยิ่งออกมาก อย่างไรก็แล้วแต่การที่เราจะดื่มชาเขียวให้ได้ประโยชน์มากสุด ควรเป็นชาเขียวแบบผงที่นำมาชงเอง อย่าเชื่อโฆษณามากจนเกินไปเพราะชาเขียวที่วางขายอยู่ทั่วไปในบ้านเรา ส่วนมากปริมาณน้ำและน้ำตาลเป็นส่วนประกอบหลัก ถ้าจะดื่มชาเขียวสำเร็จรูป ดื่มน้ำเปล่าสะอาดจะดีกว่านะคะ ขอบคุณข้อมูล : จากหนังสือ จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ โดยคุณพิชญาณิน ชลิตชากร มากนะคะ
การดูแลสุขภาพ เพื่อรับมือกับหน้าหนาว นพ.ชิดเวทย์ วรเพียรกุล อายุรแพทย์ รพ.วิภาวดี เข้าสู่ฤดูหนาวแล้วนะครับ ในช่วงฤดูหนาวอาจทำให้หลายท่านป่วยเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ แต่สำหรับบางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้ เมื่อเจออากาศเย็นๆ คงทำให้มีอาการมีแพ้มากขึ้น เช่น จาม น้ำมูกไหล หรือบางคนที่เป็นโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรังอยู่ก่อนแล้ว ก็อาจมีอาการหอบมากขึ้นได้ โดยเฉพาะยิ่งถ้าติด ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย คงแย่แน่เลยครับ เพราะฉะนั้น การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสุขภาพดี จะลดโอกาสการเจ็บป่วยลง ลองปฏิบัติตาม 8 วิธี ในการดูแลสุขภาพ เพื่อรับมือกับช่วงหน้าหนาวกันดูนะครับ 1. ดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ 2. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน เป็นต้น 3. อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัด 4. หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอ จาม และไม่คลุกคลี กับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ 5. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย 6. ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากเราอาจไปสัมผัสกับเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันไดลูกบิด ประตู แก้วน้ำ เป็นต้น โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15-20 วินาที หรือใช้น้ำยา ล้างมืออื่น ๆ 7. รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย 8. ดูแลเรื่องผิวหนัง โดยการทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศหนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิวในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ เราควรหมั่นคอยดูแลสุขภาพตลอดเวลา เพราะจะเป็นการป้องกันโรคที่ดีที่สุด และไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ การที่เราสุขภาพที่ดี อาจทำให้เราเจ็บป่วยน้อยลง อย่าลืมนะครับว่า "การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ"
มังคุดทำลายเซลล์มะเร็ง ใครที่ชอบทานมังคุด ทราบหรือไม่ว่า มังคุดก็สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้ วันนี้เกร็ดความรู้มีเรื่องนี้มาบอกกัน... นักวิทยศาสตร์ ได้ศึกษาสารสกัดจากเปลือกมังคุดพบฤทธิ์จู่โจมเฉพาะเซลล์มะเร็งในร่างกาย โดยไม่สร้างความเสียหายให้เซลล์ดีที่อยู่รายรอบผลการทดลอง สารสกัดจากเปลือกมังคุดสามารถจัดการกับเซลล์มะเร็งได้เป็นอย่างดี แม้จะใช้เพียงเล็กน้อยเพียง 4 มิลลิกรัมก็ตามสารสกัดจากเปลือกมังคุดที่นำมาใช้ในการศึกษานี้ ได้รับการสนับสนุนจากคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยการทดสอบพบว่า สารสกัดในปริมาณ 4 มิลลิกรัม ดังกล่าว สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้กว่า 50% ของเซลล์มะเร็งทั้งหมด และจากการขยายผลนำสารสกัดไปทดสอบกับเซลล์มะเร็งอื่น ก็พบว่าสามารถออกฤทธิ์ดีในการทำลายเซลล์มะเร็งลำไส้และเซลล์มะเร็งตับ ^_^ รู้อย่างนี้แล้ว ก็ลองหันมาทานมังคุดกันดีกว่า เพื่อสุขภาพที่ดี
การเจ็บไข้ได้ป่วยจากการทำงานในห้อง ศ.นพ.สารเนตร์ ไวคกุล ภาควิชาศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อต้องนั่งทำงานในห้องที่ทำงานเป็นเวลานานๆ อาจเกิดโรคที่พบบ่อยได้ในหลายระบบ ระบบแรก คือ ระบบกระดูกเอ็น ข้อและกล้ามเนื้อ ผู้ที่ต้องนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ทำงานกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งมักจะลืมตัวทำงานติดต่อกันนานๆ ร่าง กายอาจจะอยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง ทำให้เนื้อเยื่อบางส่วนในระบบนี้ต้องทำงานมากกว่าปกติและมีการอักเสบ หากเป็นมานานอาจเกิดการอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมีการเจ็บปวดเรื้อรัง และตามมาด้วยภาวะเนื้อเยื่อต่างๆเสื่อมเร็วกว่าที่ควร กล้ามเนื้อเป็นเนื้อเยื่อส่วนแรกที่มักจะพบความผิดปกติ กล้ามเนื้อบริเวณคอ บริเวณไหล่ บริเวณ ต้นแขน และหลัง มักมีการเกร็งหรือตึงตัวอย่างผิดปกติ ในขณะที่ผู้ป่วยนั่งทำงานเป็นเวลานานๆ กล้ามเนื้อเหล่านี้เป็นกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ให้เกิดการทรงตัวให้ถูกต้อง เมื่อกล้ามเนื้อหดเกร็งเป็นเวลานานๆ เกิดการคลั่งของสารที่เรียกว่า Lactic acid ใน กล้ามเนื้อ ซึ่งเกิดจากการที่เลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อไม่เพียงพอ ทำให้เกิดการอักเสบของกล้ามเนื้อ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดเมื่อเวลาทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน เมื่อพักหรือผ่อนคลาย หรือรับประทานยาแก้ปวดธรรมดาก็มักจะหาย เมื่อกลับไปทำงานอีกก็จะมีอาการปวดขึ้นอีก แต่หากทำงานในท่าที่ไม่ถูกต้องเช่นนี้นานๆ อาการปวดนั้นอาจจะไม่หายไปอย่างสมบูรณ์ จะมีบางช่วงที่มีอาการปวดมาก และส่วนใหญ่จะมีอาการปวดอยู่ตลอดเวลา ซึ่งทำให้การรักษายุ่งยากขึ้น อาจจะมีความจำเป็นต้องรักษาด้วยยา โดยใช้ยาต้านการอักเสบ หรือการรักษาทางกายภาพบำบัด และการฉีดยาเฉพาะที่ ข้อแนะนำคือ เมื่อทำงานไประยะหนึ่ง ทุก 30-45 นาทีควรเปลี่ยนอริยาบท มีการบริหารร่างกาย มีการยืดกล้ามเนื้อ แล้วก็มีการเคลื่อนไหวของข้อที่ทำงานนั้นในทุกๆด้าน การ ยืดกล้าเนื้อช่วยทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย การรักษาโดยทางยานั้น ใช้ต่อเมื่อมีความจำเป็น เพราะการใช้ยาต้านการอักเสบนั้น ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากยา ที่พบบ่อยคือเกิดการอักเสบของกระเพาะอาหารและเกิดมีแผลในกระเพาะอาหาร การรักษาทางกายภาพบำบัดนิยมให้การรักษาโดยให้ความร้อน เมื่อทุเลาลงแล้ว จึงเป็นการบริหารกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรง เพื่อให้ทำงานได้ดีขึ้น ในรายที่เป็นเรื้อรังมานานๆ อาจจะเกิดการผิดรูป เช่น หลังคดหรือไหล่เอียง ในผู้ป่วยบางรายที่ต้องใช้ข้อมือ ข้อไหล่ หรือข้อศอกเกร็งทำงาน อาจจะมีการอักเสบที่บริเวณที่กล้ามเนื้อหรือเอ็นเกาะกับกระดูก ที่พบบ่อยคือ บริเวณข้อศอกและบริเวณข้อมือ ที่ไหล่ พบบริเวณด้านหน้าของข้อไหล่ การอักเสบของเอ็นในระยะแรกๆนั้น เมื่อพักก็หายเช่นเดียวกับกล้ามเนื้อ แต่เมื่อเป็นเรื้อรังนานๆ ผู้ป่วยมักมีการอักเสบ มีการเจ็บบริเวณนั้นอยู่ตลอดเวลา และมีอาการมากขึ้น ข้อแนะนำในการป้องกันทำเช่นเดียวกับการป้องกันการอักเสบของกล้ามเนื้อ คือผู้ที่ทำงานอยู่ ควรหยุดการทำงานเป็นระยะ แล้วบริหารให้ข้อมีการเคลื่อนไหวทุก 30-45 นาที โดยการยืดและเกร็งสลับกันไป ก็จะทำให้เอ็นมีการผ่อนคลาย มีเลือดไหลเวียนดีขึ้น หากไม่ทุเลาจำเป็นต้องให้การรักษาทางยา ซึ่งอาจจะให้ยาแก้ปวดธรรมดา เช่น พาราเซตามอน หรือยาต้านการอักเสบ ในผู้ป่วยที่เป็นมากอาจให้การรักษาโดยวิธีทางกายภาพบำบัด หรือทางเวชศาสตร์ฟื้นฟู ซึ่งวิธีการนั้นก็จะจำเพาะเจาะจงไปในแต่ละส่วนของร่างกาย ภาวะข้ออักเสบพบได้บริเวณคอ เนื่องจากต้องนั่งเกร็ง มองดูจอคอมพิวเตอร์หรือเครื่องพิมพ์ดีดหรือนั่งอ่านหนังสือในท่าที่ไม่ถูก ต้องเป็นเวลานานๆ ข้อที่กระดูกคอต้องทำงานมากกว่าปกติ ผู้ที่ทำงานเหล่านี้มักพบอาการข้อกระดูกคอเสื่อมเร็วกว่าปกติ ข้อกระดูกคอเสื่อมในระยะแรกๆ มีอาการเจ็บบริเวณคอ แต่ถ้าหากข้อเสื่อมมากขึ้น มีแคลเซียมไปเกาะที่บริเวณเยื่อหุ้มข้อของกระดูกคอหรือมีกระดูกงอกรบกวนเส้น ประสาท ผู้ป่วยก็จะมีอาการเจ็บที่ต้นคอแล้วร้าวมาที่แขน มีอาการชาหรืออ่อนแรงที่มือและแขน การป้องกันผู้ที่ต้องทำงานในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานานควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ มีการบริหารกล้ามเนื้อบริเวณคอให้แข็งแรง ถ้าไม่ทุเลา อาจให้การรักษาทางยาและทางกายภาพบำบัด หรือเวชศาสตร์ฟื้นฟู ในรายที่มีอาการปวดมากและมีการรบกวนเส้นประสาท อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด อาการเส้นประสาทไขสันหลังถูกกดทับ มักจะพบในผู้ป่วยที่ทำงาน นั่งทำงานในห้องทำงานติดต่อกันเป็นเวลานานๆ โดยเส้นประสาทที่ผ่านมาบริเวณข้อมือ อาจจะถูกกดเนื่องจากผู้ป่วยทำงานซ้ำและติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยข้อมืออาจจะอยู่ในท่ากระดกขึ้นหรือกระดกลงมากเกินไป เกิด การกดเส้นประสาทที่ข้อมือ ผู้ป่วยมักจะมีอาการชา มีอาการอ่อนแรงที่มือ ในบางรายมีอาการปวดชามากระหว่านอนหลับในตอนกลางคืน ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารหลับได้ อาการชาและไม่สบายที่มืออาจจะทุเลาเมื่อเปลี่ยนตำแหน่งของข้อมือ เส้นประสาทที่บริเวณศอกก็อาจจะถูกกดในรายที่นั่งท้าวโต๊ะหรือต้องงอข้อศอก มากกว่าปกติ บริเวณไหล่ตอนที่เส้นประสาทผ่านจากคอมาสู่ไหล่ ก็เป็นอีกตำแหน่งหนึ่งที่เส้นประสาทอาจถูกกด ผู้ที่ใช้ไหล่อย่างไม่ถูกต้อง นั่งตัวเอียง ตัวบิด หรือก้มตัวมากเกินไปก็จะเกิดการกดเส้นประสาทในบริเวณส่วนต่อระหว่างคอกับ ไหล่นี้ได้ เส้นประสาทที่บริเวณคอก็อาจจะถูกกดจากการที่มีภาวะข้อกระดูกคอเสื่อม หรือผู้ป่วยที่ต้องทำงานในท่าก้มหน้าก้มหรือเงยหน้าติดต่อเป็นเวลานานๆ ในทางคลินิกพบบ่อยว่าผู้ป่วยมักจะมีการกดของเส้นประสาทมากกว่า 1 ตำแหน่ง ในการรักษาภาวะเส้นประสาทถูกกด แนะนำให้ผู้ป่วยแก้ไขท่าทางขณะทำงานให้ถูกต้อง ให้ผู้ป่วยนั่งตัวให้ตรง คอต้องตรง ต้องจัดโต๊ะระดับเก้าอี้ให้เหมาะสม โต๊ะเก้าอี้ที่ไม่เหมาะสมจะทำให้ผู้ป่วยต้องก้มตัวหรือเงยศีรษะมากเกินไป อาจทำให้เกิดการทำงานผิดปกติของกล้ามเนื้อ เอ็นและข้อ รวมทั้งเกิดการกดเส้นประสาทได้ ในรายที่อาการเป็น มากและมีอาการชาหรืออ่อนแรง อาจให้การรักษาโดยการฉีดยาเฉพาะที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สเตียรอยด์ หรือให้ยาต้านการอักเสบ เพื่อลดการอักเสบของเส้นประสาท แต่ถ้าหากผู้ป่วยมีอาการเป็นมาก อาจให้การรักษาโดยการผ่าตัด ระบบที่สอง คือ ระบบ ทางเดินหายใจ พบในผู้ป่วยซึ่งต้องนั่งทำงานในห้องทำงานที่มีระบบปรับอุณหภูมิแบบปิด และเป็นสถานที่ซึ่งมีคนทำงานหลายคนอยู่ด้วยกัน มีสิ่งของมากมายอยู่ในห้อง ผู้ป่วยมักจะเกิดโรคภูมิแพ้ เนื่องจากผงฝุ่นเชื้อรา หรือผงฝุ่นละออง ผงฝุ่นจากสารเคมีที่ทำเคลือบหนังสือ หรือกลิ่นจากหมึกพิมพ์ก็มีส่วนทำให้เกิดการอักเสบภายในทางเดินหายใจ ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ในกรณีที่ต้องอยู่ในปรับอากาศเป็นเวลานานๆ และนั่งร่วมทำงานอยู่หลายคน หากมีผู้ร่วมงานเป็นไข้หวัด มีการไอ หรือจาม ก็จะทำให้เชื้อโรคหวัดแพร่ติดต่อไปยังคนอื่นได้ง่าย นอกจากนี้ระบบปรับอากาศที่ไม่เหมาะสม ไม่มีการกรองและการทำความสะอาดแผ่นกรองที่ดีเพียงพอ เชื้อราอาจเจริญเติบโตบริเวณแผ่นกรอง ทำให้มีการปล่อยผงฝุ่นละอองของราและสปอร์ของรา ทำให้ผู้ป่วยมีอาการโรคภูมิแพ้ มีการอักเสบของทางเดินหายใจเรื้อรัง การป้องกันคือ ควรทำความสะอาดแผ่นกรองเครื่องปรับอากาศ เปิดหน้าต่างให้มีอากาศถ่ายเทไหลเวียน ควรทำความสะอาดพื้นและหลังตู้เอกสาร เก็บสิ่งของที่ไม่จำเป็นเข้าตู้ การกำจัดผงฝุ่นและเชื้อรา ก็จะมีส่วนช่วยลดอุบัติการณ์ของโรคลงได้ ระบบที่สาม คือ ระบบการมองเห็น ในผู้ป่วยที่ต้องใช้สายตา จ้องมองคอมพิวเตอร์ หรืออ่านหนังสือเป็นเวลานานๆ จำเป็นจะต้องมีการปรับแสงให้เหมาะสม แสงสว่างจากจอคอมพิวเตอร์ที่มากเกินไปหรือน้อยเกินไป ทำให้เกิดอาการตาแห้งและกล้ามเนื้อตาต้องทำงานมากขึ้น ก็เกิดภาวะตรึงเครียดของกล้ามเนื้อของบริเวณตา ทำให้เกิดอาการเมื่อยตา ซึ่งหากเป็นนานๆ ก็จะมีผลกับการมองเห็น นอกจากนี้รังสีที่ส่องออกมาจากจอคอมพิวเตอร์ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองของ เยื่อบุตา หรือกระจกแก้วตา ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง และอาจจะตามมาด้วยการเกิดเนื้องอกชนิดไม้ร้ายแรงขึ้นมาปิดคุมบริเวณแก้วตา หรือทำให้เล็นซ์ตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ ระบบสุดท้าย ที่พบพยาธิสภาพบ่อย คือ การเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์ ผู้ที่ทำงานมักมีความเครียดสูงโดยไม่รู้ตัว ความเครียดนำไปสู่อาการเจ็บป่วยเรื้อรังในระบบกระดูก เอ็น กล้ามเนื้อและข้อ และระบบทางเดินอาหารได้ง่ายและผู้ป่วยมักมีอาการไม่สบายเรื้อรัง ป้องกันโดยจำกักเวลาการทำงานในแต่ละช่วงลง มีการพักเพื่อผ่อนคลายเป็นระยะ รวมทั้งการออกกำลังกายทั่วๆไป
ทำความสะอาดเตียงเลี่ยงโรค การนอนหลับพักผ่อนเป็นสิ่งสำคัญ มากในชีวิตประจำวัน ทำให้การดูแลเตียงนอนจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้นโรคภัยต่างๆก็จะคลุกครามเราอย่างไม่ทันตั้งตัว วันนี้จะสอนวิธีการทำความสะอาดเตียงเพื่อเลี่ยงโรคภัยต่างๆ ให้ทุกคนได้เรียนรู้และนำไปใช้อย่างถูกวิธี เริ่มจากผ้าปูเตียง ไม่ว่าจะทำจากวัสดุชนิดใด แต่ส่วนมากจะใช้วัสดุที่ทำความสะอาดได้ ควรหมั่นทำความสะอาดอยู่เสมอ ไม่ใช่เพียงดูแลเรื่องฝุ่นละอองอย่างเดียว แต่ต้องซักทำความสะอาดควบคู่ไปด้วย เพราะเวลาคนเรานอนหลับจะมีเหงื่อออกมาด้วยทุกครั้ง จากนั้นหันมาให้ความสนใจที่ ผ้าห่ม ซึ่งสมัยนี้คนส่วนใหญ่คงเลือกใช้ผ้านวมเป็นหลัก วิธีการดูแลทำความสะอาดผ้านวมก็สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงใช้ที่ดูดฝุ่นดูดไปตามเนื้อผ้าก่อนซัก เพื่อกำจัดฝุ่นออกให้หมด ต่อมานำผ้านวมออกไปตากแดดบ่อยๆให้สดใสขึ้น และหาไม้หรืออะไรแข็งๆ ทุบผ้านวมก่อนนอนจะช่วยให้ผ้านวมนุ่มฟูยิ่งขึ้น วันหยุดครั้งต่อไปอย่าลืมทำความสะอาดผ้าปูเตียง และผ้าห่มให้ดี เพราะว่าถ้าที่นอนสะอาดเราก็จะนอนได้เต็มอิ่มมากยิ่งขึ้น ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หลากสรรพคุณของ 'โยเกิร์ต' ใครที่ชอบกินโยเกิร์ตต้องดีใจจนออกนอกหน้า เพราะวันนี้เรามีประโยชน์ดีๆ จากโยเกิร์ตมาฝากกันคะ - คนที่ท้องเสียเป็นเพราะมีเชื้อจุลินทรีย์อยู่ในลำไส้ แต่เชื้อจุลินทรีย์ในโยเกิร์ตเกิดมาเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรียชนิดเลวทั้งหลาย การกินโยเกิร์ตจึงทำให้อาการท้องเสียของคุณทุเลาอย่างรวดเร็ว ทำให้ถ่ายน้อยลงหรือหยุดถ่าย - โยเกิร์ตมีไขมันชื่อคอนจูเกตเต็ดไลโนเลอิก ช่วยป้องกันโรคหัวใจ - โยเกิร์ตไขมันต่ำ 1 ถ้วย เป็นแหล่งรวมของสารอาหารถึง 11 ชนิด และแต่ละชนิดก็เป็นตัวแม่สำหรับร่างกายทั้งนั้น อย่างไอโอดีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินบี 2 โปรตีน วิตามินบี 12 ทริปโทฟาน โพแทสเซียม โมลิปเดนัม สังกะสี และวิตามินบี 5 คนที่กินโยเกิร์ตเป็นประจำถึงได้อายุยืนแถมแข็งแรง - ถึงแม้จะทำมาจากนม แต่โยเกิร์ตให้โปรตีนและแคลเซียมสูงกว่านมธรรมดา เพราะลำไส้ของเราย่อยนมไม่ได้ แต่สำหรับโยเกิร์ตกลับทำได้ชิลๆ เพราะในโยเกิร์ตมีกรดแลกติกที่จะช่วยย่อยแคลเซียมให้เล็กลง ทำให้ร่างกายดูดซึมไปใช้ได้ - จุลินทรีย์ทั่วไปอาจทำร้ายร่างกายแต่แลคโตบาสิลัสในโยเกิร์ตเป็นจุลินทรีย์ ชนิดดีที่ ร่างกายต้องการ มันจะไปหยุดการเจริญเติบโตของเชื้อ "เฮลิโคแบคเตอร์ เอชไพโลไร" ที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะ ลดการอักเสบของลำไส้และไขข้อ แถมยังทำตัวเป็นนักปราบปรามจุลินทรีย์ที่จะทำให้คุณเป็นมะเร็งปากมดลูก ช่วงที่มีรอบเดือนผู้หญิงจึงควรทานโยเกิร์ตเป็นประจำ - แคลเซียมสูงที่ได้จากโยเกิร์ตจะทำให้เป็นสาวกระดูกเหล็ก ช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน ความดันสูง มะเร็งลำไส้ และยังกระตุ้นระบบเผาผลาญทำให้คุณผอมเองโดยไม่ต้องเหนื่อย - ทำให้ปากสะอาด กำราบกลิ่นปากและโรคเหงือก - เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย เพราะแบคทีเรียในโยเกิร์ตทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินเคและบีในลำไส้ได้ดีขึ้น ที่มา : หนังสือพิมพ์ดิจิตอล Investor Station
4 ท่าแก้ปัญหาปวดขา จากรองเท้าส้นสูง คลายปัญหาปวดขา จากรองเท้าส้นสูง ด้วย 4 ท่าทาง ที่ทำให้คุณกลับมาสูงสวยได้อย่างมั่นใจไร้ราคี... รองเท้าส้นสูง อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นของคู่กายกับผู้หญิงไปเสียแล้ว เพราะการใส่รองเท้าส้นสูงช่วยให้ผู้หญิงเกิดความมั่นใจว่าช่วยให้ดูดี แต่ความดูดี ก็มาพร้อมกับปัญหาอาการปวดขา 1.ท่าแรก นั่งพับขา แยกปลายเท้าออกให้กันติดพื้น มือจับฝ่าเท้าทั้งสองข้าง หันหัวแม่มือไปทางส้นเท้าและกดลงเบาๆ เหยียดแขนให้ตรง หายใจเข้าและออกช้าๆ พร้อมเอนตัวไปด้านหลัง ค้างไว้นับ 1-10 ค่อยคืนตัวกลับท่าเริ่มต้น 2.ท่าที่สอง นั่งไขว้ขาชันเข่ามือจับขาทั้งสองข้าง หายใจเข้าช้าๆ พร้อมแยกเข่าออกจากกัน ขณะเดียวกันให้ใช้มือทั้งสองออกแรงต้านขาไว้ หายใจ เข้าอีกครั้ง นับ 1-10 ค่อยหายใจออก 3.ท่าที่สาม นั่งเหยียดขาข้างที่มีอาการปวดเข่า จากนั้นไขว้ขาอีกข้างทับบนเข่าข้างที่เจ็บ วางมือทั้งสองข้างราบกับพื้นข้างลำตัว เหยียดแขนตรง หายใจเข้าและออกช้าๆ พร้อมไถมือไปด้านหน้าจนสุดเท่าที่ทำได้ จนรู้สึกว่าขาที่ทับเข่าตึง จึงค่อยดึงมือกลับ 4.ท่าที่สี่ ยืนตรงพิงกำแพง ไขว้ขาขวาทับขาซ้าย ใช้มือซ้ายดึงข้อเท้าขวาขึ้น มือขวากดเข่าขวาหายใจเข้าลึกๆ พร้อมยืดหลังให้ตรงที่สุด จากนั้นให้หายใจออกช้าๆ พร้อมหย่อนเข่าซ้าย ขณะเดียวกันมือขวากดเข่าขวาลง มือซ้ายออกแรงดึงข้อเท้าเท่าที่ทำได้ หายใจเข้าพร้อมยืดขาซ้าย ขึ้นตรง ค่อยๆ ผ่อนมือทั้งสองข้าง จากนั้นก็สลับขาเป็นไขว้ขาซ้ายทับขาขวา ใช้มือขวาดึงข้อเท้าซ้ายขึ้น มือซ้ายกดเข่าซ้ายหายใจ เข้าลึกๆ พร้อมยืดหลังให้ตรงที่สุด จากนั้นให้หายใจออกช้าๆ พร้อมหย่อนเข่าซ้าย ขณะเดียวกันมือขวากดเข่าขวาลง มือซ้ายออกแรงดึงข้อเท้าเท่าที่ทำได้ หายใจเข้าพร้อมยืดขาซ้าย ขึ้นตรง ค่อยๆ ผ่อนมือทั้งสองข้าง
เคล็ดลับ รักษาริมฝีปากแห้งแตก สำหรับท่านที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ลอกเป็นขุย จนมีเลือดออกซิบ ๆ ใช้ลิปมันแล้วก็ยังไม่หาย วันนี้แนะนำวิธีรักษาริมฝีปากให้ชุ่มชื่นด้วยวิธีธรรมชาติ คนผิวแห้งริมฝีปากมักแตกเป็นริ้ว ตึง แห้งจนลอกเป็นขุย ๆ หากเป็นมาก จะรู้สึกเจ็บ บางครั้งก็มีเลือดไหลซึมออกมาจนทิ้งรอยด่างดำไว้บนเรียวปากสวย ๆ บางท่านใช้ลิปมันหรือลิปบาล์มก็แล้ว ปัญหาเหล่านี้ก็ยังไม่หมดไป แต่ทราบไหมว่าบรรดาลิปสติกที่ใช้ก็อาจ เป็นต้นเหตุทำให้ริมฝีปากแห้งได้เหมือนกัน ลองหันมาใช้วิธีทางธรรมชาติ เพื่อทำให้เรียวปากดูเรียบเนียมชุ่มชื้นกันเถอะ วิธีแรกที่แนะนำคือ ให้ใช้ไอน้ำที่เกาะติดอยู่ตามฝากาหรือฝาหม้อ ทาลูบไล้ริมฝีปากบ่อย ๆ ไม่นานรอยแตกจะหาย และริมฝีปากจะดูเรียบเนียนขึ้น เป็นวิธีโบราณที่ไม่จำเป็นต้องลงทุนอะไรเลย น่าลองนำไปใช้อย่างยิ่ง หรือ ลองดื่มน้ำให้มากพอต่อความต้องการในแต่ละวัน คือ 6-8 แก้ว เพราะน้ำจะไปช่วยหล่อเลี้ยงความชุ่มชื้นให้แก่ริมฝีปาก (รวมทั้งผิวหนังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายด้วย) และควรหลีกเลี่ยงแสงแดด เพราะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผิวเสียความชุ่มชื้น บางครั้งสาเหตุที่ริมฝีปากแห้งแตก อาจมาจากการแพ้ลิปสติกที่ใช้ เพราะฉะนั้นควรเปลี่ยนของเดิมแล้วสังเกตดูว่าหายหรือไม่ รวมทั้งสาเหตุที่คาดไม่ถึงอย่างยาสีฟันด้วย ให้ทดสอบโดยลองเปลี่ยนยาสีฟันที่ใช้อยู่ แล้วเลือกที่ทำมาจากสมุนไพร ฟองน้อยลง รสอ่อน หรือยาสีฟันเด็ก อาจทำให้ปัญหาริมฝีปากแตกหายไปได้ ที่สำคัญอย่าเลียริมฝีปาก เพราะเป็นสาเหตุที่ทำให้ปากแตก และควรรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี อย่างเช่น ข้าวกล้อง ผักใบเขียว หรือถั่วเปลือกแข็ง ส่วนสมุนไพรที่แนะนำให้ใช้ทาริมฝีปากระหว่างการรักษาคือ น้ำมันมะกอก น้ำผึ้ง หรือ จิบน้ำตะไคร้หอมก็ได้ เพราะจะช่วยแก้ปัญหาริมฝีปากแห้งแตกได้ ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
การดูแลสุขภาพในหน้าหนาว อ.นพ.วีระศักดิ์ เมืองไพศาล Faculty of Medicine Siriraj Hospital คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีโรคใดบ้างที่พบบ่อยในฤดูหนาว ในช่วงฤดูหนาวเราอาจเป็นไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส บางคนที่เป็นโรคภูมิแพ้อยู่เดิม โดยเฉพาะแพ้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ในบ้าน เช่น ขนของสัตว์เลี้ยง ตัว ไรในฝุ่นก็อาจมีอาการแพ้มากขึ้น โดยอาจมีอาการจาม น้ำมูกไหล หรือบางคนที่เป็นโรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรังอยู่ก่อนแล้วก็อาจมีอาการหอบมากขึ้นได้ โดยเฉพาะถ้าติดไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ร่วมด้วย นอกจากนั้นปัญหาเรื่องผิวหนังก็เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย เช่น ผิวแห้งคันหลังอาบน้ำซึ่งพบบ่อยมากในผู้สูงอายุซึ่งมีไขมันใต้ผิวหนังน้อย และต่อมไขมันก็ทำงานลดลงตามอายุ หรือคนที่ผิวแห้งอยู่เดิมก็อาจคันมากหรือผิวลอกไปเลย บางรายที่เป็นผื่นผิวหนังแพ้อากาศเย็นก็อาจทำให้มีผื่นแพ้อากาศเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้ สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดปัญหาเรื่องสุขภาพ ไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งติดต่อได้ทางระบบหายใจ เช่น ไอ จาม ทำให้เชื้อโรคกระจายออกมาในอากาศ หรือ จากการที่มีเสมหะ น้ำลายของผู้ป่วยเปื้อนอยู่ตามที่ต่าง ๆ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได แก้วน้ำ แล้วมือเราไปสัมผัสมาแล้วเผลอไปจับจมูก จับหน้าของเราทำให้เชื่อโรคเข้าจมูกหรือตาได้ ส่วนอาการโรคภูมิแพ้เกิดจากการที่เรามีโอกาสมากขึ้นในการอยู่ใกล้ชิดกับสิ่งที่เราแพ้ เช่น พอฤดูหนาว เราและสัตว์เลี้ยงอาจอยู่ในบ้านมากขึ้น ถ้า เราแพ้ขนสัตว์อาจทำให้เรามีอาการมากขึ้น หรือเรานอนมากขึ้นในฤดูหนาวทำให้แพ้ตัวไรในฝุ่นตามที่นอน หมอน มุ้งมากขึ้น สำหรับอาการผื่นแพ้อากาศเย็นหรือคันตามผิว คัน แห้ง ลอกนั้นเกิดจากอากาศที่เย็นโดยตรง โรคที่มีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุด โรคไข้หวัดใหญ่เป็นโรคที่พบว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพมากที่สุดในฤดูหนาว เพราะเป็นโรคที่อาจเกิดผลแทรกซ้อนได้ และอาจมีผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากได้ โดยเฉพาะถ้ามีการระบาด โดยประเทศไทยมีผู้ป่วยเป็นโรคนี้ปีละ 20,000 – 50,000 คน/ปี บางรายเพลียมาก มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัวมากจนต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลหรือหยุดงาน และมีบางรายที่เกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ ทำให้ต้องนอนโรงพยาบาล หรือบางรายถึงแก่ชีวิต ซึ่งมักเป็นผู้ป่วยสูงอายุแต่พบไม่บ่อย เสียชีวิตปีละไม่กี่รายจากจำนวนคนที่ป่วยหลายหมื่นคน สำหรับ อาการของโรคไข้หวัดใหญ่จะคล้าย ๆ กับโรคไข้ชนิดอื่น ๆ คือ มีไข้ ไอ จาม มีน้ำมูก ระคายคอ แต่ถ้ามีไข้มากหรือปวดเมื่อยตามตัวมากต้องระวังว่าอาจเป็นไข้หวัดใหญ่ได้โดย โรคนี้พบได้ทุกวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ แต่ ถ้าเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ หรือมีโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืดอยู่เดิม หรือมีโรคเรื้อรังที่ต้องเข้าออกโรงพยาบาลบ่อย ๆ เช่น ไตวาย เบาหวาน โรคหัวใจ และผู้ที่ภูมิคุ้มกันไม่ดี เช่น ได้ยากดภูมิคุ้มกันอยู่อาจมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อน คือ ปอดอักเสบติดเชื้อจากไข้หวัดใหญ่เองหรือจากเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนได้มาก วิธีการรักษา โรคไข้หวัดใหญ่โดยทั่วไปจะหายเองภายใน 1-2 สัปดาห์ หรือให้การรักษาตามอาการ คือช่วงที่มีไข้ก็รับประทานยาลดไข้พาราเซตตามอล เช็ดตัวบ่อย ๆ พักผ่อนมาก ๆ ไม่ตรากตำทำงานหนัก ดื่มน้ำอุ่นมาก ๆ ถ้าสูบบุหรี่หรือดื่มเหล้ายู่ต้องงด และรับประทานยาลดอาการต่าง ๆ เช่น ถ้าไอก็รับประทานยาแก้ไอ มีน้ำมูกก็รับประทานยาลดน้ำมูก เป็นต้น ในเด็กควรหลีกเลี่ยงการรับประทานยาลดไข้แอสไพริน เนื่อง จากอาจเกิดตับวายและสมองอักเสบได้ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการมาก เช่น หอบเหนื่อย ซึม โดยเฉพาะในผู้สูงอายุซึ่งอาจมีไข้ อ่อนเพลียโดยอาการไม่ชัด แล้วมีอาการซึม สับสน ช่วยเหลือตัวเองได้น้อยลง อาจต้องรับการรักษาในโรงพยาบาลเพื่อให้การดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด ซึ่งอาการดังกล่าวจะพบเป็นส่วนน้อย สำหรับยาฆ่าเชื้อไข้หวัดใหญ่โดยเฉพาะมักไม่ต้องใช้ เพราะโรคจะหายได้เอง จึงใช้เฉพาะในรายที่อาการรุนแรงเท่านั้น ความจำเป็นในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ แนะนำให้ฉีดเฉพาะในรายที่มีโอกาสเกิดผลแทรกซ้อนจากโรคสูง ส่วนในคนทั่วไปยังไม่แนะนำเนื่องจากวัคซีนได้ผลประมาณร้อยละ 70-90 แต่ในผู้สูงอายุอาจได้ผลน้อยกว่านี้ สาเหตุของการที่ได้ผลน้อยกว่าวัคซีนชนิดอื่น ๆ เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีการกลายพันธุ์ตลอด โดยควรฉีดวัคซีนก่อนถึงช่วงที่จะมีการระบาดของโรค เนื่องจากเมื่อฉีดไปแล้ว 2 สัปดาห์ ร่างกายจะเกิดภูมิคุ้มกันโรคได้ และภูมิคุ้มกันที่เกิดขึ้นอยู่ได้ 1 ปี ฉะนั้นต้องฉีดปีละครั้ง สำหรับกรณีที่ควรฉีดวัคซีนได้แก่ 1. ผู้สูงอายุ อายุมากกว่า 65 ปี 2. ผู้ที่โรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด โรคหัวใจและระบบไหลเวียนเลือด 3. ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรังอื่นๆ เช่นโรคไต โรคเบาหวาน 4. ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง รวมถึงผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกันด้วย 5. เด็กอายุ 6 เดือน - 8 ปี ที่รับประทานยาแอสไพรินเป็นประจำ เนื่องจากถ้าป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่อาจเกิดตับอักเสบและสมองอักเสบได้ 6. ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ไตรมาสที่ 2 และ 3 7. ผู้ ที่ต้องทำงานใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือชุมชน เช่น แพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์ ผู้ที่ทำงานในสถานดูแลผู้ป่วยสูงอายุ เป็นต้น ควรดูแลสุขภาพในช่วงฤดูหนาวอย่างไร การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะถ้าสุขภาพดีจะลดโอกาสการเจ็บป่วยลง โดยทั่วไปควรปฏิบัติ ดังนี้ 1. รักษา สุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพียงพอและครบหมู่ ดื่มน้ำมาก ๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอไม่ตรากตรำทำงานหนักจนเกินไป 2. อยู่ในที่ที่มีอากาศถ่ายเท ไม่เข้าไปในที่แออัดโดยเฉพาะช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 3. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ดื่มสุรา และยาเสพติดต่าง ๆ เนื่องจากอาจทำให้สุขภาพร่างกายเสื่อมโทรม มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย 4. หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัดอยู่ และไม่ควรใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดหน้า แก้วน้ำ จาน ชาม ช้อน 5. ล้างมือบ่อย ๆ เนื่องจากอาจไปสัมผัสเชื้อโรคที่อยู่ตามสิ่งของต่าง ๆ เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู แก้วน้ำ เป็นต้น แล้วเผลอไปสัมผัสบริเวณหน้าได้ โดยล้างมือด้วยสบู่ธรรมดา 15-20 วินาที หรือใช้น้ำยาล้างมืออื่น ๆ 6. รักษาร่างกายให้อบอุ่นในช่วงฤดูหนาวหรือช่วงที่มีอากาศเปลี่ยนแปลง ในที่ที่หนาวมากควรสวมหมวกเพื่อลดการถ่ายเทความร้อนออกจากร่างกาย 7. หากเป็นไข้หวัดหรือไข้หวัดใหญ่ ควรมีผ้าปิดปากและจมูกเวลาไอจาม ไม่คลุกคลีกับผู้อื่นและหมั่นล้างมือบ่อย ๆ 8. สำหรับปัญหาเรื่องผิวหนัง เราควรให้ร่างกายอบอุ่นอยู่ตลอดเวลา ใส่เสื้อผ้าหนา ๆ ถ้าอากาศหนาวมาก ไม่อาบน้ำนาน ๆ ในที่ที่หนาวมาก อาจไม่ต้องอาบน้ำวันละสองครั้งเหมือนฤดูอื่น หลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือน้ำมันทาผิว หลังจากเช็ดตัวหมาด ๆ ในกรณีที่มีปัญหาริมฝีปากแตก ควรทาด้วยลิปสติกมันและไม่ควรเลียริมฝีปากบ่อย ๆ ทุกคนจึงควรหมั่นคอยดูแลสุขภาพให้ดีตลอดเวลาเพราะจะเป็นการป้องกันโรคที่คุ้มค่าที่สุด และไม่มีใครรู้ว่าความเจ็บป่วยจะเกิดขึ้นกับตัวเราเมื่อไหร่ หากเมื่อเราป่วยอาจเป็นมากกว่าคนที่มีพื้นฐานสุขภาพที่ดี สำหรับผู้ที่อายุยังไม่มาก ก็ควรดูแลสุขภาพให้ดีเช่นเดียวกัน เพราะสุขภาพที่ดีในตอนอายุยังน้อยจะเป็นเกราะป้องกันโรคตอนอายุมากขึ้น
พบหนทางอย่างถูกต้องของการมีอายุวัฒนะออกกำลังอย่างหนัก นักวิทยาศาสตร์พอจับเค้าเคล็ดของการมีชีวิตวัฒนะได้แล้วว่า อยู่ที่ความอุตสาหะออกกำลังอย่างหนัก อาจารย์แมททีโอ รัสโซ หัวหน้าคณะนักวิทยาศาสตร์ ได้วี่แววว่า การออกกำลังอย่างหนัก เช่น การวิ่งมาราธอน จะสามารถหยุดยั้งการตายของเซลล์ลงซึ่งจะทำให้ร่างกายแข็งแรงไปจนแก่จนเฒ่า ได้ จึงพยายามขวนขวายแสวงหายา ซึ่งจะยับยั้งการตายของเซลล์ ในขบวนการที่เรียกว่า "อปปอปโตซิส" หากทำได้จะสามารถป้องกันความแก่ชราลงได้อย่างสมบูรณ์ โดยได้พบว่าการ ออกกำลังอย่างหนักจะหยุดยั้งขบวน การนั้นไม่ให้เกิดได้ เพราะยีนตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า "เซอตูอิน" อันเป็นโปรตีนต่อต้านความแก่ชรา จะคอยเลี้ยงดูเซลล์ขณะที่ออกกำลังไว้ ซึ่งอาจจะหมายความว่าเซลล์บางชนิดที่ไม่ อาจก่อตัวขึ้นใหม่ตามปกติ เช่น เซลล์โครงร่างของกล้ามเนื้อ อาจจะใช้การออกกำลังช่วยคุ้มกันได้ นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษานักกีฬาสมัครเล่นที่วิ่งระยะไกล 41.6 กม. ด้วยการตรวจดูเซลล์ในเลือด อันจำเป็นกับการช่วยระบบภูมิคุ้มโรคต่อสู้กับโรคภัย ได้พบว่า อัตราการตายของเซลล์ภายหลังการวิ่งได้ชะลอต่ำลง รัสโซผู้ร่วมในคณะนัก วิจัยกล่าวว่า "เซอตูอินเป็นยีนเพียงชนิดเดียวที่จะเพิ่มอัตราการอยู่รอดของสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยนม ซึ่งอาจจะรวมทั้งมนุษย์ด้วยให้สูงขึ้นได้. ขอขอบคุณ : ไทยรัฐ
เคล็ด (ไม่) ลับดูแลผิวรอบดวงตาสำหรับผู้หญิงวัย 30+ เมื่อพูดถึงผิวรอบดวงตา เป็นผิวที่ละเอียดอ่อนกว่าผิวส่วนอื่นบนใบหน้าถึง 3 เท่า และมักเป็นส่วนที่เกิดปัญหาริ้วรอยได้มากที่สุด และด้วยอายุที่มากขึ้น ส่งผลให้ผิวรอบดวงตาเปราะบาง ประสิทธิภาพในการฟื้นบำรุงผิวตามธรรมชาติชะลอลง ดังนั้นวัยจึงส่งผลให้ผู้หญิงในวัย 30 ปีขึ้นไปมีข้อกังวลกับ 4 สัญญาณสำคัญของปัญหาที่เกิดกับผิวรอบดวงตา ได้แก่ ริ้วรอยบนผิวพับเปลือกตา ผิวใต้ตาที่ไม่กระชับ เส้นริ้วบริเวณหางตา และเส้นริ้วรอยใต้ตา วันนี้เราจึงมีเคล็ดลับเพื่อช่วยดูแล และลดเลือน 4 สัญญาณสำคัญแห่งริ้วรอยรอบดวงตาที่นำไปปฏิบัติง่าย ๆ ด้วยตัวเองมาฝากกัน 1.การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่หลาย ๆ คนมองข้ามไป เพราะ การมีสุขภาพที่แข็งแรงจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และเกราะกำบังให้แก่เซลล์ผิว เพื่อต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม หรืออนุมูลอิสระที่ก่อตัวในการทำร้ายผิวภายในรอบดวงตา ดังนั้นอาหารเสริมเพื่อดวงตาสดใสที่ควรใส่ใจมีดังนี้ - บริโภคผักผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ (anti oxidant) ในปริมาณสูง เช่น ผลบิลเบอร์รี่ ผักใบเขียว และแครอท ช่วยลดอันตรายจากอนุมูลอิสระในแสงแดดที่ทำลายจอตา และช่วยลดปัญหาตาบอดจากจอประสาทตาเสื่อมได้ พร้อมทั้งช่วยให้สายตาทำงานดีขึ้นในที่มืดและมีความไวในที่มีแสงน้อย ๆ ดีกว่า - บริโภคผัก ผลไม้ ที่มีสารลูทีน (Lutien) และ ซีแซนทีน (Zeaxanthin) เป็นสารแคโรทีนอยด์ชนิดหนึ่งมีสีเหลือง ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่พบได้ที่เลนส์ตาและจอรับภาพของตา ทำหน้าที่ช่วยกรองหรือป้องกันรังสีจากแสงแดด ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาไม่ให้ถูกทำลายโดยการต้านอนุมูลอิสระที่ทำลาย ดวงตา และกรองแสงสีน้ำเงินที่จะทำลายดวงตา ซึ่งพบมากในพืชผักที่มีสีเหลืองและสีเขียวเข้ม เช่น ผลอโวคาโด บล็อกโคลี่ ข้าวโพด ฝักทอง ผักโขม และผักกวางตุ้ง - บริโภคสารสกัดของโอเมก้า 3 หรือ รับประทานปลาชนิดต่าง ๆ 2.เปลือกตาก็เป็นอีกหนึ่งจุดที่ต้องโดนกระหน่ำกับเมกอัพหลากชนิดแทบทุกวัน ฉะนั้นจึงลืมไม่ได้ที่จะถนอมเปลือกตาด้วยการชำระล้างเมกอัพและสิ่งสกปรกอื่น ๆ ให้เกลี้ยงก่อนเข้านอน ด้วยการแปะสำลีชุ่มอายเมกอัพรีมูฟเวอร์เพื่อให้อายเมกอัพละลายก่อน โดยค่อยๆ เช็ดซ้ำเบา ๆ จนเกลี้ยง จากนั้นอาจใช้คอตตอนบัดชุบอายเมกอัพรีมูฟเวอร์แล้วเช็ดตามขอบตาและซอกมุม เล็ก ๆ ให้สะอาดหมดจดยิ่งขึ้น 3. เริ่มฝึกนิสัยพักสายตาโดยการมองออกไปไกลๆ ทุก ๆ 10 -15 นาที ก็จะเป็นการช่วยพักการทำงานของกล้ามเนื้อรอบดวงตาได้อย่างดี นอกจากนี้ การกดจุดก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราสามารถทำได้ เพื่อเป็นการเสริมความแข็งแรง ออกกำลังกายกล้ามเนื้อตา เพื่อลดปัญหาริ้วรอย และรอยเหี่ยวย่น ซึ่งสามารถทำได้ด้วยตัวเองง่าย ๆ โดยมีขั้นตอนดังต่อไปนี้ - ล้างทำความสะอาดรอบดวงตาให้เรียบร้อย - ทาอายครีมที่คุณใช้อยู่ให้ทั่วผิวรอบดวงตา โดยใช้นิ้วกลางในการกดจุดเบา ๆ นับ 1 – 7 ค้างไว้ ก่อนเปลี่ยนจุด (ทำพร้อมกันทั้งสองข้าง) เริ่มจากใต้หัวตาลงมาประมาณ 1 ซม. กึ่งกลางตา (ใต้ตา หางจากดวงตาประมาณ 1 ซม.) และปลายตา (ห่างจากดวงตาประมาณ 1 ซม.) - หลับตา ใช้ปลายนิ้วชี้หรือนิ้วก้อยวางประกบไปบนเปลือกตา กดเบา ๆ นับ 1 – 7 ค้างไว้แล้วจึงผ่อนน้ำหนักออกแล้วค่อย ๆ ลืมตา
^_^ ใครอยากมีผิวใต้ตาที่กระชับ ไร้ริ้วรอยบริเวณหางตา และใต้ตา ลองนำเคล็ดลับเหล่านี้ไปลองปฏิบัติกันดูนะค่ะ ที่มา ผู้จัดการออนไลน์
อาหารที่สามารถเป็นยาแก้ปวดได้ ปวดแค่ไหนอาหารก็เอาอยู่ ยาแก้ปวดจะตกงานก็คราวนี้เอง เพราะบรรดาอาหารเขาแท็คทีมออกมาประกาศตัวว่า อะไรที่ยาแก้ปวดทำได้พวกเราก็ทำได้เหมือนกัน อาหารที่ว่านี้ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วเหลืองอุดมไปด้วยสารไอโซฟลาโวนส์ ที่มีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ โดยเฉพาะอาการอักเสบตามไขข้อ เพียงแต่จะต้องโด๊ปกันมากหน่อยถึง 40 กรัมต่อวัน ถ้าหมั่นดื่มน้ำเต้าหู้หรือนมถั่วเหลืองทุกวัน คุณจะเป็นอีกคนหนึ่งที่ไม่รู้จักคำว่าปวดไขข้อเลย เชอร์รี่และสตรอเบอร์รี่ ผลไม้สองอย่างนี้เป็นตัวแทน ของคำว่า สีแดงเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง เพราะในสารสีแดงของมันมี สารแอนทไซยานิน ที่มีสรรพคุณบรรเทาอาการปวด และลดการอักเสบได้เหมือนยาแอสไพริน แต่อย่าลืมว่าการกินยาเรายังต้องจำกัดปริมาณการกินเชอร์รี่หรือสตรอเบอร์รี่ ก็เหมือนกัน เพราะมันมีน้ำตาลสูงมาก ถ้ากินไม่บันยะบันยังระวังจะหายปวดแต่ได้เบาหวานมาแทน น้ำตาล เป็นยาแก้ปวดที่ใช้ได้ดีกับเด็ก เนื่องจากสารซูโครสที่อยู่ในน้ำตาลจะไปกระตุ้นระบบบรรเทาปวดที่ร่างกายเรามี อยู่ตามธรรมชาติ ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้นความปวดเมื่อยจึงลดลงอย่างรวดเร็ว ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
วิธีถนอมดวงตาหน้าคอมพิวเตอร์ เช็ค "ดวงตา" ถูกใช้งานอย่างหักโหมหรือไม่?!! พร้อมวิธีแก้ไขควรปฏิบัติ ช่วยถนอม "สายตา" ยามนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์ นักศึกษายุคไอทีที่ต้องหาข้อมูล ทำการบ้าน หรือพิมพ์รายงานผ่านคอมพิวเตอร์นานหลายชั่วโมง หากรู้สึกตาแห้ง แสบ พร่ามัว ปวดกระบอกตา หรือเห็นแสง-สีผิดจากปกติ นั่นเป็นสัญญาณของการจ้องจอคอมฯ นานเกินไป แม้ไม่อันตราย แต่บั่นทอนประสิทธิภาพการเรียนรู้ ดังนั้น เพื่อดวงตาคู่สวยทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพไปนาน ๆ จึงต้องหมั่นถนอมด้วยวิธีต่อไปนี้ 1.จอคอมพิวเตอร์ควรห่างจากสายตาประมาณ 1 ช่วงแขน และปรับจุดกึ่งกลางจอคอมฯ ให้อยู่ต่ำกว่าระดับสายตาประมาณ 20 องศา เป็นระยะที่ช่วยลดอาการเมื่อยเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณไหล่ หลัง และคอได้ 2.ปรับแสง และความคมชัดหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้รู้สึกสบายตา โดยไม่ต้องเพ่ง ควรพิจารณาแสงไฟในห้องด้วยว่า เมื่อส่องกระทบหน้าจอคอมพิวเตอร์แล้ว จ้าเกินไปหรือไม่ เพราะจะทำให้ดวงตาเมื่อยล้า แห้ง และแสบได้ง่าย นอกจากนี้ ควรติดแผ่นกรองรังสี เพื่อลดการกระจายแสง 3.พักสายตาทุก 30 นาที โดยหลับตา หรือมองไปไกล ๆ ประมาณ 5 นาที อาจใช้ผ้าชุบน้ำหมาด ๆ ประคบดวงตา ประมาณ 2-3 นาที จะช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อตา และทำให้เลือดหมุนเวียนมาเลี้ยงดวงตาได้ดี 4.ควรกระพริบตาให้บ่อยขึ้น เพื่อให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดวง ตา ช่วยลดอาการแสบตา ตาแห้ง และความอ่อนล้าของดวงตาได้ ทั้งนี้ ผลการวิจัยในต่างประเทศพบว่า การนั่งจ้องคอมฯ เป็นเวลานาน อัตราการกระพริบตาจะลดลงโดยไม่รู้ตัว ถึงร้อยละ 60 5.สำหรับคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ มักตาแห้งได้ง่าย กรณีนี้การหยอดน้ำตาเทียมจะช่วยบรรเทาอาการปวด และแสบตาได้ แต่ควรใช้เมื่อมีอาการ 6.ทำความสะอาดหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นประจำ เพราะฝุ่นที่หนาจะทำให้แสงสะท้อนเข้าตาได้มากขึ้น แม้การใช้งานคอมพิวเตอร์ โดยจ้องจอคอมพิวเตอร์ ไม่ควรเกิน 4 ชั่วโมงต่อวัน จะเป็นเรื่องที่ปฏิบัติได้ยากสำหรับหนุ่ม-สาวยุคไอที แต่สามารถถนอมดวงตาได้ง่าย ๆ ด้วยวิธีข้างต้น เพียงหมั่นปฏิบัติให้เป็นนิสัย เพื่อสายตาได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพนานที่สุด. ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ "การเดิน" ช่วยให้สมองเสื่อมช้าลง
ทุกคนรู้ว่าการเดินทำให้ร่างกายผู้สูงวัยยืดหยุ่นขึ้น แต่มีกี่คนที่รู้ว่าการออกกำลังกายที่ไม่มีค่าใช้จ่ายนี้ ดีต่อสมองด้วย งานวิจัยแสดงให้เห็นว่า การเดินกระตุ้นการเชื่อมโยงภายในวงจรสมอง ที่มีแนวโน้มเสื่อมถอยลงขณะที่ผมหงอกเพิ่มจำนวนแทนที่ผมสีอื่น "รูปแบบการเชื่อมต่อของเครือข่ายสมองของผู้สูงวัยจะเสื่อมลง ซึ่งไม่ช่วยสนับสนุนสิ่งที่เราทำ เช่น การขับรถ แต่เราพบว่าความสามารถของร่างกายที่จะนำออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เครือข่ายสมองประสานกันมากขึ้น" ดร.อาร์เธอร์เอฟ เครเมอร์ ผู้นำการวิจัยจากมหาวิทยาลัยอิลลินอยส์ สหรัฐฯ กล่าว การศึกษาการเดินของเครเมอร์ที่ตีพิมพ์อยู่ในวารสารฟรอนเทียร์อิน เอดจิ้ง นิวโรไซนส์ ติดตามผลผู้ใหญ่อายุ 60-80 ปี จำนวน 70 คน เป็นเวลา 1 ปี โดยมีอาสาสมัครหนุ่มสาวอายุ 20-30 ปี อีกกลุ่มเป็นกลุ่มควบคุมเพื่อใช้เปรียบเทียบในการประเมินพฤติกรรมการนั่งๆ นอนๆ ในอดีตของกลุ่มตัวอย่าง เครมเมอร์เผยว่า กลุ่มที่ออกกำลังกายด้วยการเดิน มีพัฒนาการชัดเจนกว่า ไม่เพียงในด้านร่างกาย แต่จากการใช้อุปกรณ์เอฟเอ็มอาร์ไอสแกนสมองยังพบว่า กลุ่มนี้มีความจำดีขึ้น รวมถึงสมาธิ และกระบวนการคิดอีกหลายอย่าง"ขณะที่ผู้สูงวัยในกลุ่มที่เดินออกกำลังกายมีความฟิตทางร่างกายมากขึ้น การประสานงานระหว่างสมองส่วนต่างๆ ดีขึ้นเช่นกัน และเกือบเทียบเท่าหนุ่มสาวอายุ 20 ปีเลยทีเดียว" เครเมอร์อธิบาย อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่สามารถสังเกตเห็นได้หลังจากมีการออกกำลังกายด้วยการเดินนาน 12 เดือน และจากการวัดผลในช่วง 6 เดือนแรกไม่ปรากฏสัญญาณชัดเจนใดๆ การค้นพบนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจให้แก่ ดร.ลินน์ มิลลาร์ ผู้เชี่ยวชาญของอเมริกัน คอลเลจ ออฟ สปอร์ตส์ เมดิซิน และเป็นศาสตราจารย์สาขากายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยแอนดริวส์ในมิชิแกนสหรัฐฯ เธอบอกว่าแม้การเดินดูเหมือนเป็นกิจกรรมเรียบง่าย แต่จริงๆ แล้วระหว่างนั้น สมองทำงานในการรวบรวมข้อมูลจากแหล่งต่างๆ "ขณะเดิน เรารวบรวมข้อมูลภาพ เสียง ตลอดจนถึงข้อมูลที่มาจากข้อต่อและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งของเท้า แรงที่ใช้ และอื่นๆ เป็นความคิดแบบคนสมัยก่อน นั่นคือถ้าคุณไม่ใช้ คุณก็จะสูญเสียมันไป ดังนั้น เพื่อให้ได้ประโยชน์จากสิ่งต่างๆ เราจึงจำเป็นต้องใช้สิ่งนั้นซ้ำๆ และการเดินก็เป็นกิจกรรมที่สามารถทำซ้ำได้ไม่รู้จบ" มิลลาร์ กล่าว แม้การเปลี่ยนแปลงบางอย่างเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อถึงวัยชรา แต่ไม่จำเป็นว่าสิ่งนั้นต้องเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเหมือนที่เกิดกับคนทั่วไป "เรารู้ว่าปฏิกิริยาของเราจะช้าลงเมื่ออายุมากขึ้น แต่การทำกิจกรรมเป็นวิธีรับมือที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น ถ้าเราออกเดิน เราจะสามารถยืดเส้นยืดสายและทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่าขึ้น" ทางด้านเครเมอร์ที่ทำงานกับทหารและผู้พิการด้วย ยังคงมุ่งมั่นศึกษาผลลบจากภาวะสูงวัยจากทางเลือกไลฟ์สไตล์ต่างๆ "เราสนใจที่จะได้เข้าใจความยืดหยุ่นของสมอง แต่เรายังสนใจในเรื่องที่ว่าจะต้องอะไรบ้างเพื่อให้ได้สิ่งนั้นด้วย เราไม่สามารถรอยาวิเศษแต่ควรทำบางอย่างให้แก่ตัวเองตั้งแต่วันนี้" ขอบคุณ : หนังสือพิมพ์ ASTV ผู้จัดการ
" อาหารสมอง " เพิ่มความจำ "วัยทำงาน" มีสาวออฟฟิศเล่าปัญหาเข้ามาว่า ในแต่ละวันต้องใช้ความคิดในการทำงานค่อนข้างหนัก จะมีวิธีบำรุงสมองให้รู้สึกกระฉับกระเฉงได้อย่างไรบ้าง ความอ่อนล้าของสมอง หรืออาการที่เรียกว่า "เบลอ" มักพบบ่อยในหนุ่ม-สาวติดไฟวัยทำงานที่ต้องใช้ทั้งพลังสมอง และพลังกาย ตกเย็นกลับบ้านจึงรู้สึกเหนื่อยง่ายอยู่บ่อยๆ หากจะเลือกหาสิ่งดับกระหายคลายหิวแล้วล่ะก็ ไม่ควรมองข้าม "อาหาร" ใกล้ตัวต่อไปนี้ เพราะมีประโยชน์ต่อสมองสุดๆ "ปลา" โดยเฉพาะปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาทู จะอุดมไปด้วยโอเมก้า 3และ DHA ช่วยกระตุ้นเซลล์สมองให้ไวต่อการรับสัญญาณประสาท ทำให้สมองกระฉับกระเฉง มีสมาธิ "ผักใบเขียวเข้ม" เช่น ผักคะน้า ผักโขม เป็นแหล่งของวิตามินอี และโฟเลต ช่วยชะลอปัญหาความจำเสื่อม อัตราการเปลี่ยนแปลงของความจำช้าลง "ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่" เช่น สตรอเบอร์รี่, เบอร์รี่, บลูเบอร์รี่ มีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ ช่วยคืนความอ่อนเยาว์ให้ระบบประสาท โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน "เมล็ดธัญพืช" อุดมไปด้วยไฟเบอร์ วิตามินบี 1ช่วยสร้างเซลล์ประสาทให้แข็งแรง ช่วยลดความบกพร่องในกระบวนการคิด อย่างไรก็ตาม นอกจาก อาหารบำรุงสมอง ดังกล่าวข้างต้นที่ควรมีติดครัวไว้รับประทานประจำแล้ว ยังต้องมีวินัยในการบริโภค โดยทานให้ครบมื้อ ครบหมู่ และเลี่ยงอาหารไร้ประโยชน์ควบคู่ไปด้วย จึงจะเกิดประสิทธิภาพที่สุด ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
หวนกลับมา เห่อใหม่ ออกกำลังกาย ฮูลาฮูป เล่นเป็นจึงดี การ " ออกกำลังกาย " เป็นสิ่งที่ทั้งวงการแพทย์และผู้คนทั่วโลกให้การยอมรับมานานแล้วว่า "เป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ" ซึ่งข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่งถึงขั้นมีการระบุประมาณว่า... การออกกำลังกายอาจเปรียบได้กับยาสารพัดประโยชน์ เป็นยาบำรุงก็ได้ เป็นยาป้องกันก็ได้ เป็นยาบำบัดรักษาฟื้นฟูสภาพร่างกายก็ได้ เพียงแต่...การออกกำลังกายก็ต้องทำให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของคนแต่ละคน ถ้าน้อยไปก็อาจไม่ได้ประโยชน์ และถ้ามากไปแทนที่จะมีประโยชน์ก็อาจจะเกิดโทษภัยขึ้นกับร่างกายได้ แต่โดยนัยสำคัญ...ออกกำลังถือเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ และมนุษย์เราก็คิดค้นวิธีออกกำลังกายขึ้นมากมาย... อย่างในปัจจุบันการออกกำลังกายของบุคคลทั่ว ๆ ไป ที่ไม่ใช่ในเชิงการเล่นกีฬา ก็เช่น... เต้นแอโรบิก เป็นการเต้นเพื่อออกกำลังกาย ประกอบจังหวะเพลง ซึ่งการเต้นแอโรบิกนี้ค่าใช้จ่ายต่ำ หรืออาจไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายเลย จึงได้รับความนิยมแพร่หลายในกลุ่มคนชนชั้นกลาง หรือแม้แต่กลุ่มผู้สูงอายุก็นิยมกันไม่น้อย สำหรับคนรุ่นใหม่ ๆ คนในเมืองใหญ่ การเข้าไปออกกำลังกายด้วยอุปกรณ์ต่าง ๆ ใน ฟิตเนส ก็เป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงมาระยะหนึ่งแล้ว โดยในฟิตเนสทั่วไปก็จะมีสารพัดอุปกรณ์ สารพัดรูปแบบการออกกำลังกายให้เลือก แต่ก็จัดเป็นการออกกำลังกายที่มีค่าใช้จ่ายสูง ต้องเป็นผู้ที่มีรายได้สูงหน่อยจึงจะสู้ไหว "ออกกำลังกาย" นั้นถือว่ามีผลดีต่อสุขภาพร่างกาย ขณะเดียวกัน...บางกรณีก็มีการ "เห่อ" เข้ามาเกี่ยว...และกับกระแส "เห่อออกกำลังกาย" นั้น ที่ผ่านมาจนปัจจุบันก็มีหลากหลายรูปแบบ หลายสถานที่ หรือหลากอุปกรณ์ ซึ่งหากจะว่ากันถึง "อุปกรณ์ออกกำลังกาย" ที่คนไทยนิยมหรือ "เห่อ" กันนั้น มีอุปกรณ์ออกกำลังกายกึ่ง ๆ เครื่องเล่นอยู่ชนิดหนึ่ง ซึ่งเคยเห่อกันมากในอดีต ที่ตอนนี้คนไทยก็เห่อกันมากอีกครั้ง... นั่นคืออุปกรณ์ห่วงวงแหวน หรือที่เรียกว่า " ฮูลาฮูป " ฮูลาฮูป เป็นชื่อเรียกของสิ่งของที่มีลักษณะเป็นรูปแหวน มักทำจากพลาสติกลักษณะคล้ายท่อ มีสีสันแตกต่างกันไป
วิธีการเล่นฮูลาฮูป นั้นผู้เล่นจะต้องนำมาใส่ไว้กลางลำตัว ให้ อยู่ระดับเอว หลังจากนั้นก็หมุนเอวเหวี่ยงฮูลาฮูป โดยอาจจะหมุนตามจังหวะเพลงก็ได้ ซึ่งโดยทั่วไปในการเล่นนั้นผู้เล่นจะพยายามให้ฮูลาฮูปอยู่ระดับเอว แต่สำหรับผู้ที่เล่นคล่องแล้วก็สามารถใช้อวัยวะอื่น ๆ ได้อีก หรือเพิ่มจำนวนห่วงฮูลาฮูปก็ยังได้ ซึ่งในกินเนสส์บุ๊กก็บันทึกไว้ว่า สาวชาวรัสเซียรายหนึ่งสามารถเล่นฮูลาฮูปได้ถึง 107 อัน ในเวลาแค่ 5 นาที ทั้งนี้ การออกกำลังกายด้วย " ฮูลาฮูป " นี้ ถ้าจะให้ได้ประโยชน์มาก ๆ จริง ๆ ก็ไม่ควรจะแค่เหวี่ยง ๆ ไปตามเรื่อง ประเดี๋ยวประด๋าว แต่ควรจะมีรูปแบบสักหน่อย อย่างเช่นในนิตยสารลิซ่า (Lisa) ก็เคยแนะนำไว้ ประมาณว่า...ถ้าจะให้เห็นผลในแง่การออกกำลังอย่างชัดเจน ควรใช้ห่วงฮูลาฮูปที่หนักราว 3 ปอนด์ นอกจากนี้ก็ควร ต้องเล่นในระยะเวลานานประมาณหนึ่ง เช่น 30-40 นาที และควร มีการวอร์มร่างกายก่อนเล่น รวมถึงมีสเต็ปต่าง ๆ สลับกับการเหวี่ยงห่วงฮูลาฮูปด้วยตะโพกครั้งละ 3-5 นาที สเต็ปที่ว่านี้ ก็เช่น... ยืนแยกขาให้กว้างเท่าช่วงไหล่ ปลายเท้าชี้ออกด้านซ้ายเล็กน้อย วางห่วงบนพื้นข้างเท้าซ้าย จับส่วนบนของห่วงด้วยมือซ้าย ยกขาขวาขึ้นด้านข้างให้สูงระดับตะโพกหรือสูงเท่าที่จะทำได้ ขณะเดียวกันก็กลิ้งห่วงให้ออกห่างตัว และยกแขนขวาขึ้นเหนือหัว ทำซ้ำ 12 ครั้ง แล้วเปลี่ยนไปอีกข้างหนึ่ง ทำซ้ำ 12 ครั้งเช่นกัน หรือ... ยืนแยกขากว้างเท่าช่วงไหล่ ปลายเท้าชี้ตรงไปข้างหน้า สองมือจับห่วงไว้หน้าตัวแบบเดียวกับจับพวงมาลัยรถ ยกเท้าขวาขึ้นทางด้านข้าง 2 ครั้ง ขณะที่หมุนห่วงไปทางด้านขวา จากนั้นยกขาซ้ายขึ้นทางด้านข้าง 2 ครั้ง พร้อมกับหมุนห่วงไปทางซ้าย ซึ่งที่ว่ามานี้นับเป็น 1 ครั้ง โดยให้ทำซ้ำ 12 ครั้ง .....อย่างนี้เป็นต้น กับการเล่น-การออกกำลังกายด้วย "ฮูลาฮูป" นี้ แม้แต่ทหารที่ทำงานด้านสาธารณสุขด้วย อย่าง เรืออากาศโท สุระพงษ์ ดีมาก พยาบาลทหารเวชศาสตร์การบิน กองทัพอากาศ ก็ระบุว่า... ก็ถือว่าเป็นการออกกำลังกายที่ดีอีกประเภทหนึ่ง แต่การออกกำลังกายที่ดีนั้นควรจะทำอย่างน้อย 3-4 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งถ้าร่างกายปกติดีในการออกกำลังกายแต่ละครั้งก็ควรทำติดต่อกันไม่ต่ำกว่า ครั้งละ 1 ชั่วโมง จึงจะเห็นผลดี และควรมีการวอร์มอัพยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่าง ๆ เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกาย ก่อนจะออกกำลัง " ฮูลาฮูป นั้น ถ้าเล่นเพียงครั้งละ 5-10 นาที ค่อนข้างจะไม่ได้ผล การเล่นเพื่อที่จะให้ได้ผลที่ดีควรจะเล่นต่อเนื่องนาน ๆ โดยครั้งแรกอาจจะเริ่มที่ 5 นาที แล้วค่อย ๆ เพิ่มเวลาการเล่นไปเรื่อย ๆ จนถึงประมาณ 1 ชั่วโมง หรือใกล้เคียงมากที่สุด และเล่นประจำ ก็จะเห็นผลดี" ...ผู้สันทัดกรณีชี้ " ฮูลาฮูป " ปัจจุบันคนไทยเรา "เห่อ" กันใหม่อีกครั้งก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ทำให้เกิดการ " ออกกำลังกาย " เพียงแต่ต้องเห่อแบบ "เล่นให้เป็น..จึงจะดีจริง!!". ขอบคุณที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
ออกกำลัง"ช่วยเผาผลาญไขมัน-น้ำตาล ดร. โรเบิร์ต เกอส์ซเตน ผู้เชี่ยวชาญศาสตร์ เมตาบอลิกใหม่ หรือ"เมตาโบโลมิกส์" จากโรงพยาบาลแมสซาชูเซตสเจเนอรัล ของสหรัฐ เปิดเผยข้อมูลการค้นพบซึ่งสนับสนุนการออกกำลังกายว่าเป็นวิธีที่ดีที่สุดใน การรักษาสุขภาพ ว่า ผู้ที่อ้วนน้อยมีอัตราการเผาผลาญไขมันและการหลั่งสารไนอะซินาไมด์สูงกว่าผู้ ที่อ้วนมากกว่าขณะออกกำลังกาย นอกจากนี้ การค้นคว้ายังพบอีกว่า การออกกำลังกายเพียง 10 นาทีนั้นมีผลต่อสารเคมีในร่างกายยาวนานถึง 1 ชั่วโมง นำไปสู่อัตราการเผาผลาญไขมันและการหลั่งสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ดร.เด็บ บี้ มิวโอวิโอ แห่งศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยดยุค แนะนำว่า ไม่ควรใช้ยาเพื่อ ลดความอ้วน เนื่องจากร่างกายมีระบบการตอบสนองที่ซับซ้อนมาก โดยนักวิจัยกำลังพยายามค้นหาอาหารหรือสมุนไพรซึ่งมีตัวสารซึ่งมีฤทธิ์ดัง กล่าวเพื่อนำไปใช้ช่วยเพิ่มหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการเมตาบอลิซึมแทน ขอขอบคุณ : ข่าวสด
เคล็ดลับ หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วน วันนี้เราจะมาเผยเคล็ดลับหุ่นเฟิร์มกระชับ ทุกสัดส่วนและ ที่สำคัญนะค่ะไม่ใช่คุณจะมี หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วนเท่านั้นนะ แต่เคล็ดลับ หุ่นเฟิร์ม นี้ยังเป็นวิธีที่ง่าย ๆ อีกด้วยค่ะ เพียงแค่คุณใช้เวลาตอนอยู่หน้าทีวีก็ยังได้เลยค่ะ ลองหันมาหุ่นเฟิร์มกันตอนอยู่หน้าทีวีนอกจากจะได้หุ่นเฟิร์มกระชับทุกสัด ส่วนยังได้ลดน้ำหนักแถมหุ่นยังดีอีกต่างหากใครไม่ทำเป็นไม่ได้เลยจริงไหมค่ะ กับเคล็ดลับนี้ ดีกว่าจะมัวมานั่งดูทีวีแบบเฉย ๆ และหยิบนั่นกินนี่อย่างนี้มีแต่อ้วนออกอ้วนออกนะค่ะ รองใช้เคล็ดลับ หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วนนี้ดูค่ะนอกจากคุณจะเพลินไปกับการดูทีวีแล้วยังได้ออกกำลัง กายอย่างสนุกสนานและเพลินไปพร้อม ๆ กับการดูทีวีอีกต่างหากค่ะ หุ่นเฟิร์ม กระชับทุกสัดส่วน - วิธีลดแขน ในท่ายืน ก้มตัวลง วางมือข้างหนึ่งลงบนเก้าอี้ ถือขวดน้ำหรือดัมเบลเอาไว้ในมืออีกข้างหนึ่ง งอข้อศอกทำมุม 90 องศา จากนั้นยืดแขนข้างที่ถือขวดน้ำขึ้นไปข้างหลังตรง ๆ หยุด แล้วกลับสู่ท่าเริ่ม ทำซ้ำข้างละสองเซ็ต เซ็ตละ 15 ครั้ง - วิธีลดก้น คุกเข่า จากนั้น ก้มตัวลงเท้าข้อศอกลงบนพื้น ศีรษะก้มลงเกือบแตะพื้น เตะขาข้างหนึ่งขึ้นไปข้างหลังสูง ๆ จากนั้นลดขาลง ทำซ้ำ 20 ครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนข้าง - วิธีลดหน้าท้อง นอนหงายวางแขนไขว้กันไว้ใต้ศีรษะชันเข่าขึ้นทั้งสองข้างเท้าวางราบกับพื้น จากนั้นค่อย ๆ ยกศีรษะและอกขึ้นจากพื้นพร้อมกับเหยียดขาข้างหนึ่งขึ้นข้างบนค้างไว้ครู่ หนึ่งก่อนกลับสู่ท่าเริ่ม จากนั้นทำซ้ำแต่เปลี่ยนเป็นยกขาอีกข้างหนึ่งพยายามยกขาแต่ละข้างให้ได้ 6 ครั้ง และค่อย ๆ เพิ่มเป็น 10 ครั้ง ขอขอบคุณ : นิตยสาร Lisa
10 เรื่องจริงของความงาม ที่คุณต้องรู้ 1. สุดยอดแห่งความงามนั้นอยู่ที่จิตใจ เมื่อคุณรู้สึกดี คุณก็จะดูดีไปเองโดย ปริยาย 2. ความเครียดคือศัตรูตัวฉกาจ! อ้างอิงโดย ดร.ชอน ทาลบอทท์ ผู้อำนวยการฝ่าย วิทยาศาสตร์แห่งฟาร์มาเน็กซ์ กล่าว่าคอร์ติซอล (Cortisol) คือฮอร์โมนความเครียด ตัวสำคัญซึ่งเป็นกุญแจหลักในการต่อสู้กับปัญหาสุขภาพต่าง ๆ รวมถึงปัญหาความอ้วน คอร์ติซอลเป็นสารเคมีตามธรรมชาติเช่นเดียวกับอะดรีนาลีน ซึ่งร่างกายจะผลิตเมื่อ เกิดความเครียด ขณะวิตกกังวลหรือเมื่ออยู่ในอันตราย หากการผลิตสารเคมีเกิดขึ้น ในปริมาณมาก (ระหว่างเกิดอาการเครียด) สามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่สำคัญได้ คือ เกิดอาการอ่อนเพลียในระยะยาว ซึ่งการแก้ปัญหานั้นสามารถทำได้โดยการควบคุมสมดุล ของคอร์ติซอลนั่นเอง 3. สิวคือสาเหตุแห่งความเครียด และในทางกลับกัน ความเครียดก่อให้เกิดสิว โดย อ้างอิงจาก ดร. อเล็กซา คิมบอล นักวิจัยนูสกิน ซึ่งระบุว่าช็อกโกแลต อาหารไม่ เป็นประโยชน์ ตลอดจนการไม่ชำระล้างใบหน้านั้นไม่ก่อให้เกิดสิว! ระดับฮอร์โมนและ แบคทีเรียที่ถูกสร้างขึ้นต่างหากคือสาเหตุสำคัญ ดังนั้น การควบคุมปัญหาการเกิด สิวจึงควรเริ่มต้นที่การดูแล ซึ่งมันก็ไม่ใช่เพียงการแต้มยารักษาบนสิวเท่านั้น 4. จากผลสำรวจและศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้ แสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวที่ขัดแย้งกัน ของผู้หญิงสิงคโปร์ที่มีต่อสุขภาพและความงาม โดย 78% เห็นตรงกันว่าสุขภาพเป็น เรื่องที่น่าเป็นห่วงที่สุดสืบเนื่องจากอายุซึ่งมากขึ้น เช่นกันกับ 87% กล่าว ว่าพวกเธอไม่ชอบหน้าตาที่เป็นอยู่ และ 75% รับไม่ได้กับริ้วรอยเหี่ยวย่นที่เกิด ขึ้น 5. "โรคติดเชื้อทางผิวหนังอย่างโรคแผลเปื่อย (เรื้อนกวาง) เกิดขึ้นอย่างกว้าง ขวางในประเทศพัฒนาแล้ว" ฌอง ฟรังซัว ชาเรส ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์แห่งอี วอคซ์ (Evaux) กล่าว และจากการค้นคว้าล่าสุดโดยนักวิจัยชาวบอสตันจาก เลธ อิสราเอล ดีโคเนส เมดิคอล เซ็นเตอร์ (Beth Israel Deaconess Medical Center) ยังได้ยืนยันทางเอกสารว่ามีความเกี่ยวพันกันระหว่างความเซนซิทีฟของผิวหนัง ใน ขั้นรุนแรง (79%) กับผู้ป่วยไมเกรน 6. จอยส์ ลิม ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคผิวหนังกล่าวว่า "การรับประทานอาหารเสริมและ การทาครีมประเภทคอลลาเจนนั้นไม่ได้ผล" การกระตุ้นคอลลาเจนจากภายในสำคัญที่สุด 7. คุณมีตัวเลขสุขภาพไหม การรู้ตัวว่าคุณอยู่ห่างจากอนุมูลอิสระเป็นกุญแจดอก สำคัญในการต่อสู้การถูกโจมตีในแต่ละวัน และอีกครั้งที่เทคโนโลยีได้กลายเป็น ยุทธวิธีป้องกันแบบใหม่ ฟาร์มาเน็ก ซ์ ไบโอโฟโตนิค สแกนเนอร์ (Pharmanex BioPhotonic Scanner) คือการวัด ปริมาณแอนติออกซิแดนท์ของแคโรทีนนอยด์ โดยจะทำการบอกตัวเลขของจำนวนกิจกรรมเพื่อ ยับยั้งการเกิดออกซิเดชั่นที่ต้องการ ซึ่งถือเป็นวิธีแรกของโลกที่นับว่าไม่ รุนแรง ถึงแม้ว่าขณะนี้วิธีดังกล่าวจะมีเฉพาะฟาร์มาเน็กซ์เท่านั้น ก็ได้มีการ พิสูจน์แล้วว่าเพื่ออนาคตของสุขภาพที่สมบูรณ์กว่า ตัวเลขของคุณอาจอยู่ถัดไปจาก นี้ก็ได้ 8. ระดับน้ำในผิวหนังของเรา เอสที ไมโครอีเล็คโทรนิค และลอรีอัล กำลังใช้ชิปผิว สัมผัสโดยเอสที ซึ่งเทคโนโลยีซิลิคอนอิมเมจ เซ็นเซอร์ในโปรเจ็กต์การวิจัยค้น คว้าเพื่อพัฒนาแบบแผนการวิเคราะห์รายละเอียดของระดับน้ำในผิวหนังมนุษย์ให้ ได้ ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น (แหล่ง Beauty-uk.co.uk) 9. เราลดน้ำหนักไม่ลงสักที เพราะเรากินมากกว่าที่เรารับประทานมากกว่ามื้อปกติ ขณะดูทีวี ทำงาน และอ่านหนังสือ แถมยังปลดปล่อยตัวเองจากความเครียด หรือกดดัน โดยการกินอีกด้วย ลองลงบันทึกว่าคุณรับประทานอะไรบ้างในแต่ละวัน จานใบเล็ก ช่วย ให้กินได้น้อยลง นี่ไม่ได้พูดให้ทำตามนะ แต่มันได้ผลจริง ๆ 10. ได้ค้นพบว่า ด้วยปริมาณโพลีฟีนอลที่มีมากกว่าถึงสามเท่า ทำให้ชาขาวมี อานุภาพและประสิทธิภาพมากกว่าชาเขียว ชาขาวยังช่วยปกป้องโปรตีนในผิวหนัง ป้องกันผิวหน้าแตกแห้ง หลุดลอก จากการศึกษาของมหาวิทยาลัยเคส เวสเทิร์น รัฐ ไอโอวา ประเทศสหรัฐอเมริกา ระบุว่าชาขาวยังช่วยป้องกันเซลล์ซึ่งดูแลส่วนสำคัญ ของร่างกายที่ทำหน้าที่รักษาระบบภูมิคุ้มกันผิวหนัง อีกทั้งช่วยบรรเทาอาการของ ผิวหนังที่ถูกแสงแดดแผดเผาระยะยาว อันเป็นสาเหตุของปัญหาแก่ก่อนวัย
4 อาหารเลวที่ดีต่อร่างกายของคุณ
ชีส ช็อกโกแลต เนื้อวัว กาแฟ
14 วิธีขับถ่ายปัสสาวะ เพื่อสุขภาพที่ดี ไม่น่าเชื่อว่า แม้คนเราจะขับถ่ายปัสสาวะกันมาก ตั้งแต่แรกเกิด แต่หลายคนไม่ทราบวิธีที่ดีที่ทำให้ระบบขับถ่ายปัสสาวะเป็นปกติวันนี้จะขอ เสนอ 14 อุปนิสัยที่ดีในการขับถ่ายปัสสาวะ
1. อย่ากลั้นปัสสาวะ เมื่อรู้สึกปวดต้องไปปัสสาวะ 2. เวลาปัสสาวะไม่ควรรีบร้อนเบ่งมาก เพราะอาจทำให้หูรูดปัสสาวะชำรุดได้ 3. ควรถ่ายปัสสาวะให้เหลือน้อยที่สุดในหนึ่งครั้ง นั่นคือเมื่อรู้สึกถ่ายหมดแล้วให้เบ่งต่ออีกนิดหน่อย ปัสสาวะที่เหลือจะไหลออกมา 4. ไม่ควรบังคับให้ตนเองถ่ายปัสสาวะบ่อย เพราะจะติดเป็นนิสัย เวลาที่เหมาะสมคือ 2-4 ชั่วโมงควรถ่ายปัสสาวะหนึ่งครั้ง 5. ให้สังเกตการถ่ายปัสสาวะ และน้ำปัสสาวะของตนเองทุกครั้งว่า ต้องเบ่งมากผิดปกติหรือไม่น้ำปัสสาวะลำพุ่งดีหรือไม่ ลำน้ำปัสสาวะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิมหรือไม่ น้ำปัสสาวะมีสีเหลืองใสหรือไม่ เพราะสิ่งเหล่านี้อาจเป็นอาการผิดปกติที่สามารถบอกโรคได้ 6. อาจจะล้างทำความสะอาดหลังปัสสาวะ แต่อย่าให้บริเวณนั้นเปียกชื้น เพราะอาจเกิดเชื้อราได้ทางที่ดีหลังปัสสาวะทุกครั้ง ควรซับให้แห้ง 7. เมื่อปัสสาวะไม่ออก ต้องหาสาเหตุโดยการไปพบแพทย์ อย่าซื้อยาขับปัสสาวะรับประทานเพราะจะเกิดอันตรายได้ 8. เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน การบริหารอุ้งเชิงกรานโดยการขมิบ (ฝ่ายหญิงขมิบช่องคลอด ฝ่ายชายขมิบทวารหนัก) วันละ 100 ครั้ง จะช่วยป้องกันอาการปัสสาวะเล็ด 9. ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 10 แก้ว หรือหนึ่งลิตร จะช่วยให้น้ำปัสสาวะใส มีจำนวนพอดีและป้องกันภาวะปัสสาวะอักเสบ 10. ก่อนมีเพศสัมพันธ์ และหลังมีเพศสัมพันธ์ คุณผู้หญิงควรถ่ายปัสสาวะทิ้ง จะช่วยป้องกันการเกิดกระเพาะปัสสาวะอักเสบ 11. น้ำปัสสาวะจะต้องเป็นน้ำเท่านั้น ถ้ามีมูก หนอง น้ำเหลือง เลือดปนออกมา ถือว่าผิดปกติต้องไปพบแพทย์ 12. การขับถ่ายปัสสาวะ ต้องขับถ่ายคล่องไม่มีอาการเจ็บปวด ถ้าปัสสาวะแสบขัดลำบากนับว่าเป็นอาการผิดปกติ ต้องไปพบแพทย์อีกเช่นกัน 13. คนเราทุกคนต้องปัสสาวะทุกวัน วันละ 4-6 ครั้ง ถ้าไม่ปัสสาวะเลย 1 วัน ถือว่าตกอยู่ในภาวะอันตราย ต้องไปพบแพทย์โดยด่วน 14. ก่อนเดินทางไกล ก่อนยกของหนัก ควรปัสสาวะทิ้งก่อนทุกครั้ง
ตากระตุก ไม่ใช่แค่ ขวาร้าย...ซ้ายดี วันไหนอยู่ดีๆ แล้วเกิดตากระตุกขึ้นมา คนที่มีความเชื่อตามแบบโบร่ำโบราณจะต้อง คิดทันทีว่า "ขวาร้าย ซ้ายดี" แต่ถ้าไปถามหมอก็จะได้คำตอบว่าอาการตากระตุก แบ่ง ได้เป็น 2 กรณี คือ เปลือกตากระตุก และลูกตากระตุก
เปลือกตากระตุก อาจเกิดจากนิสัยความเคยชินในวัยเด็ก เด็กบางคนสามารถกระตุก เปลือกตาและใบหน้าเป็นครั้งคราวได้ และสามารถหยุดได้ทันทีเมื่อต้องการหยุด อาการจะหายไปได้เมื่อโตขึ้น นอกจากนั้นอาจเกิดขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุ มักพบในคน สูงอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป เกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย จะมีอาการเปลือกตา ค่อยๆบีบตัวเกร็งทีละน้อยจนกลายเป็นหลับตาแน่นมากทั้งสองตา เกิดเป็นครั้งคราว เป็นๆ กายๆ ขณะหลับจะไม่มีอาการ
หากทิ้งไว้นาน ความรุนแรงและความถี่จะมากขึ้นจน กลายเป็นตาปิดตลอด ทำให้สูญเสียการมองเห็นได้ เปลือกตากระตุกอีกชนิดเกิดจากกล้ามเนื้อตาและกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้ากระตุก มัก เกิดจากเส้นเลือดในสมองโป่งพอง หรือมีเนื้องอกกดเส้นประสาทที่มาเลี้ยงเปลือกตา จะมีอาการบีบเกร็งของกล้ามเนื้อเปลือกตาและกล้ามเนื้อใบหน้าครึ่งซีกอาการ เกร็ง จะคงอยู่แม้ขณะหลับจะมีอันตรายต้องได้รับการผ่าตัด
ตากระตุก เป็นอาการกระตุกของลูกตาเป็นจังหวะด้วยทิศทางและความแรงแตกต่างกันออก ไป เกิดได้หลายสาเหตุ เช่น เกิดขึ้นภายใน 2-3 เดือนแรก หลังคลอดหากลูกตากระตุกเท่าๆ กันในตาทั้งสองข้างอาจร่วมกับการมีศีรษะสั่นด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมี ปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น นอกจากนี้ยังพบได้จากการล้าของกล้ามเนื้อตาทำให้ตากระตุก กลุ่มนี้ไม่มีปัญหา อะไรหายเองได้ แต่หากอาการตากระตุกเป็นอยู่นานๆ ควรต้องไปพบแพทย์ เพื่อตรวจสอบ หาสาเหตุของโรคจะได้แก้ไขอย่างถูกต้องต่อไป |

































